Lotter's profileหมอล็อต,น.สพ.ภัทรพล มณีอ...PhotosBlogListsMore Tools Help

หมอล็อต,น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน

Photo 1 of 1

my music

 navigator
October 03

INTO THE WILD2

INTO THE WILD 2
น.สพ. ภัทรพล มณีอ่อน

          ยามเย็นของวันที่สายฝนโปรยปราย อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เรามีนัดสัมภาษณ์กับสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของเมืองไทย “หมอล็อต” หรือ น.สพ. ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์สัตว์ป่า ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ในย่านประชาชื่น และสัมผัสแรกที่เราได้ฟังถึงเรื่องราวการทำงานภายใต้ความเสี่ยงรอบด้านจากการเข้าไปรักษาสัตว์ที่บาดเจ็บในป่าจริงๆ อยู่ๆ เราก็คิดถึงภาพของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลสส์ (รับบทโดย อีมิล เฮิร์สช์ จาก สปีด เรเซอร์) ภาพยนตร์เรื่อง INTO THE WILD ขึ้นมาทันที

          คริส เป็นนักศึกษาหนุ่มที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม แต่เลือกที่จะปฏิเสธการเรียนต่อทันทีหลังจากที่เรียนจบคอเลจและนำเงินที่สะสมไว้กว่า 24,000 ดอลลาร์ ไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลทั้งหมด หลังจากนั้นก็หนีออกจากบ้านโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น อเล็กซานเดอร์ ซูเปอร์แทรมป์ เพื่อเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติในป่าลึกเพียงลำพัง

          ดูเหมือน คริส และ หมอล็อต มีจุดเชื่อมโยงกันแค่เรื่องของป่าเท่านั้น แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้จากคนทั้งคู่ที่มีเหมือนกัน คือ ความศรัทธาและความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัดสินใจและลงมือกระทำมันอย่างกล้าหาญ และนำมาซึ่งการเรียนรู้ที่ว่า ความสุขจะเป็นจริงเมื่อถูกแบ่งปันกับคนอื่นหมอล็อต ก็เช่นเดียวกัน ความสุขของเขานอกจะได้ช่วยเหลือสัตว์ให้มีสวัสดีภาพชีวิตที่ดีที่สุด การได้สานฝันให้คนอื่นเป็นจริง คือความสำเร็จที่เขาประสบอยู่ในใจแล้ว

         "เพราะศรัทธาในตัวเอง ศรัทธาในวิชาชีพสัตวแพทย์ ศรัทธาในธรรมชาติที่เราเห็น จึงทำให้ผมมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ และสิ่งที่ทำให้ผมภูมใจที่สุดในวันนี้คือ การได้เห็นหมอล็อต คนที่สอง ซึ่งเกิดจากสังคมเห็นความสำคัญ เข้าใจ และยอมรับในบทบาทภารกิจของสัตวแพทย์สัตว์ป่ามากขึ้น สิ่งที่ทำ ณ เวลานี้มันไม่ใช่ความผันของเรามันไม่ได้เป็นความต้องการของเรา แต่มันเป็นการทำเพื่อความฝันของคนอื่น จริงๆ แล้วมีหมอ มีคนที่อยากทำตรงนี้เยอะมากเพียงแต่ว่าเขาไม่สามารถที่จะก้าวเดินตามความฝันเขาได้ ทางกลับกัน เราไม่ได้ฝัน เราไม่ได้ชอบ เราไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่เราทำ แต่เราศรัทธาในสิ่งที่เรากำลังจะทำ และเราก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำสามารถสานฝันให้กับคนอื่นให้เป็นจริงได้ คือเรื่องบางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องทำเพื่อตัวเอง เพียงแต่ว่าเรื่องบางเรื่องอาจต้องเลือกสิ่งอื่นก่อนตัวเอง"

QUESTIONS WITH OUR YOUNG WILDLIFE VETERINARIAN

 01 - ในการทำงานมีการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสัตว์ป่าบาดเจ็บไหม

          " เราเน้นการทำงานทั้งเชิงรับและเชิงรุกไปในตัว เชิงรับหมายถึงการรักษาที่ตัวสัตว์ เพื่อให้เขาพ้นขีดอันตราย ส่วนในเชิงรุก คือเราต้องนำเสนอให้ชุมชนได้รู้ว่า สัตว์มันบาดเจ็บอย่างนี้เราต้องตามเข้าไปรักษา เรามีเวลาเหลือเท่าไหร่ สัตว์มีเวลาเหลือให้เรารักษาเท่าไหร่ ซึ่งพื้นที่บางพื้นที่ชาวบ้านยังล่าสัตว์ และยังคงใช้บ่วงดักสัตว์อยู่ พอเราคุยให้ชาวบ้านฟังถึงปัญหาที่เราพบ คนที่เป็นคนล่าเขาจะรู้สึกตัว ขณะเดียวกันชุมชนก็ทราบ เขาก็จะไปตักเตือนกันเองเพราะฉะนั้นเมื่อคนทำ ถูกสังคมพิพากษาเขาก็กลับใจมาร่วมงานกับเราผลงานผมไม่ได้มาจากเครื่องชี้วัดว่าปีหนึ่งผมรักษากี่ตัว ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะนั้นคือการจัดการดี ปัญหาก็ไม่เกิด"

 02 - สัตว์ป่ามีสัญชาตญาณในการป้องกันตัวสูง มีวิธีเข้าถึงตัวเขา เพื่อทำการรักษาอย่างไรให้ปลอดภัย

          "เราต้องประเมินสถานการณ์ก่อนว่า สัตว์ตัวที่ได้รับบาดเจ็บแบบนี้ ถ้าปล่อยให้เขาดำรงชีวิตตามธรรมชาติของเขา จะทำให้หายเองได้ไหม ถ้าสภาพไม่หนักมาก อยู่รอดโดยธรรมชาติได้ กินพืชอาหารที่เป็นพืชสมุนไพรแล้วทำให้เขาอยู่รอดได้ ก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่งแต่ถ้าดูจากสภาพอาการบาดเจ็บแล้วค่อนข้างหนัก แถมถ้าปล่อยให้เขาดำรงชีวิตตามธรรมชาติเช่นนี้ จะยิ่งทำให้อาการรุนแรงชั้นก็ต้องเข้าไปช่วย ซึ่งโดยธรรมชาติของสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว เขาจะมีสัญชาตญาณการหลบหนีหรือเวลาจวนตัวเขาก็จะทำร้ายเราได้นั้นหมายความว่าเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้แล้วอย่างเวลาเรากินข้าวในป่า คือกินกันเต็มที่เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นมื้อสุดท้ายหรือเปล่า ไม่ใช่แค่อันตรายจากสัตว์ป่าเท่านั้น เรื่องโรคที่อยู่ในป่าอีก ผมเป็นมาเลเรียมาสองรอบเกือบตาย และบ่อยครั้งที่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บเพราะสัตว์ทำร้าย ภัยอันตรายรอบด้าน"

          "สัตว์หนึ่งตัวบาดเจ็บ คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไร แล้วทำไมต้องเอาคนที่มีความสำคัญหลายๆ คนมารักษา แถมยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงสารพัด มันจึงมีคำถามว่าคุ้มหรือเปล่า ผมพยายามบอกเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า ไม่ต้องมองอะไรลึก คือชีวิตหนึ่งมีค่าเท่ากับอีกชีวิตหนึ่ง เราก็แค่หนึ่งชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้ เทียบเท่ากับสัตว์ป่า เทียบเท่ากับมดตัวหนึ่งมีชีวิตเท่ากัน แล้วถ้าหนึ่งชีวิตสามารถรักษาอีกหนึ่งชีวิตได้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว แต่ถ้าหนึ่งชีวิตนั้น สามารถรักษาอีกหลายชีวิตได้ นั้นคือกำไรที่แท้จริงของหนึ่งชีวิตที่เกิดมา"

 03 - สัตว์ป่าตัวแล้ว ตัวเล่าที่เข้าไปรักษาจนหาย สัมผัสได้ถึงคำขอบคุณจากเขาไหม?

          " โดยธรรมชาติของสัตว์ป่าแล้ว ถ้าไม่บาดเจ็บจริงจะไม่โผล่มาให้คนเห็น เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาโผล่มาให้คนเห็นนั่นแสดงว่าไม่ไหวแล้ว และการที่เราจะเข้าไปช่วยรักษาเขาได้ผมมองว่าผู้ปฏิบัติงานเอง ต้องมีใจที่บริสุทธิ์ ต้องศรัทธาในสิ่งที่กำลังทำ ถึงแม้ว่ามันจะอันตราย ถึงว่าจะทำไปโดยไม่ได้อะไร แต่ก็ต้องศรัทธาในตัวเอง ศรัทธาในทีมงาน แล้วพอเราเข้าไป เหมือนสัตว์เขารู้ว่าเรามาช่วย อย่างผมรักษาช้างน้อยตัวมากที่ผมจะยิงยาสลบช้างในระดับที่มันสลบจริงๆ ส่วนใหญ่ผมให้ระดับที่เขาแค่ซึม ซึ่งเขาสามารถที่จะหันมาเตะมาทำร้ายหมอได้ ทำร้ายเจ้าหน้าที่หรือเอางาแทงหมอได้แต่เขาก็ไม่ทำ เขายืนนิ่งสะบัดงวง เอาหูแกว่งไปมา บางทีถ้าหมอฉีดยาหรือทำแผลเจ็บหน่อยก็ม้วนงวงเข้าปากแล้วก็ร้องในลำคอ ยอมให้หมอรักษาแต่โดยดี "

          " พอเรารักษา ดูแลเสร็จ แววตาที่เขามองเรา มันอาจจะสาธยายเป็นคำพุดไม่ได้ แต่เรารู้ว่าแววตาที่เขามองเราพฤติกรรมการโบกหูสะบัดไปมา แกว่งหางไปมา หรือแม้กระทั่งพวกเสือ พวกแมวป่าที่เวลาเรารักษาแล้วเขาหันมาร้องเหมี๊ยว...กับเรา แล้ววิ่งเข้าป่าหายไป มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับว่า นี่คือสิ่งตอบแทนที่เราได้ คือความอิ่มเอิบใจ คือความปลื้มปิติยินดี แล้วเป็นสิ่งที่ทีมงานเราภูมิใจมากเหมือนกับเราได้ให้ชีวิตใหม่เขา "

 04 - อะไรคือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการไปช่วยเหลือสัตว์ในป่าแล้วนำกลับกลับมาใช้ชีวิตในเมือง

          "มุมมองเปลี่ยนไปนะ จากเมื่อก่อนไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่ ไม่สบายก็ปล่อยให้หายเอง กินเหล้าเฮฮาสังสรรค์กับเพื่อนๆ ใช้ชีวิตตามประสาวัยรุ่นทั่วไป แต่หลังจากที่ได้เข้าไปรักษาชีวิตสัตว์ป่าแล้ว ทำให้เรารู้ว่าชีวิตเรามีค่า หากชีวิตเราไม่สมบูรณ์ ไม่พร้อม เราก็ไม่สามารถไปช่วยชีวิตอื่นได้ ณ เวลานี้ดูแลตัวเองดี เตรียมพร้อมตลอดเวลา เพราะเรารู้ว่าชีวิตเราหนึ่งชีวิต มันมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของอีกหลายชีวิต เราเป็นความหวังของอีกหลายชีวิต ซึ่งคำพูดประโยคนี้ผมจะพูดกับทีมงานทุกคน ทีมงานของผมบางคนกินเหล้า ดูแลตัวเองไม่ดี ไม่ค่อยเอาถ่านสักเท่าไหร่ แต่พอเขาได้ไปช่วยชีวิตสัตว์ป่า ตัวหนึ่ง สองตัว สามตัว ใครที่ว่าชีวิตเขาไม่เอาถ่าน ไม่ได้เรื่อง ไม่ใช่แหละ เขามีคุณค่าต่อการอยู่รอดของสัตว์ป่วยอีกหลายชนิด บางคนกลับใจเลิกเหล้า ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี เพื่อจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในยามที่สัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บ"

 05 - จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสัตว์เลี้ยงเข้าป่า

          " มีสองกรณีคือ ถ้าเอาสัตว์เลี้ยงไปปล่อยป่า เขาต้องเผชิญชีวิตด้วยตัวของเขาเอง หากินไม่เป็น ดำรงชีวิตไม่ได้ โดนสัตว์อื่นทำร้าย สุดท้ายก็ตาย หรือถ้าไม่ตายก็จะเกิดปรากฏการณ์ เอเลี่ยนสปีชล์ หรือสัตว์ต่างถิ่น การนำพันธุกรรมแปลกปลอมเข้าไปในป่า อย่างเช่นเอากระต่ายบ้านไปปล่อยในป่า กระต่ายบ้านกับกระต่ายป่าก็จะผสมข้ามสายพันธุ์กัน เกิดลูกออกมาเป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งในระยะยาวก็กลายเป็นปัญหาในเรื่องระบบสืบพันธุ์ได้ หรือการนำสัตว์เลี้ยงไปเที่ยวอุทยาน ไม่ว่าจะเป็นสุนัขหรือแมว นอกจากจะเป็นการรบกวนนักท่องเที่ยวในด้านของเสียงแล้ว ในเรื่องของการขับถ่าย ยังสามารถนำโรคไปสู่สัตว์ป่าได้ เช่นพยาธิ และไวรัสบางตัว "

 06 - ตอนนี้มีโครงการอะไรที่ต่อยอดความคิดในการดูแลสัตว์ป่าที่เจ็บป่วยบ้าง

          "ตอนนี้กำลังจะฝึกอบรม การปฐมพยาบาลสัตว์ป่าเบื้องต้น สำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานทั่วประเทศ มาอบรมเรื่องการช่วยเหลือสัตว์ป่า โดยใช้ความรู้ทั้งชีวิตของผม ซึ่งการทำงานของผม ผมเอาการเรียนรู้ทั้งชีวิตมาทำงานเพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องยากตรงที่ผมจะเอาสิ่งที่เราเป็นและเรียนรู้มาทั้งชีวิตมาบีบให้เป็นหลักสูตรเหลือแค่ 4 วัน แล้วสอนบุคลากรที่ไม่มีความรู้พื้นฐานในเรื่องนี้เลย ให้เขามีความรู้ มีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาสัตว์ป่าในระยะเวลา 4 วัน เป็นเรื่องยากมาก"

          "หลังจากที่การฝึกอบรมจบลง พวกเขาเหล่านั้นจะกระจายไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วเวลามีเหตุฉุกเฉินสัตว์ป่าบาดเจ็บ เขาก็สามารถรักษาในขั้นพื้นฐานได้ เขาสามารถติดต่อประสานงานกับหมอได้ คุยกันรู้เรื่อง ปฏิบัติตามคำสั่งที่หมอแนะนำได้ ซึ่งจะทำให้การดูแลสุขภาพของสัตว์ป่ากลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยที่หมอไม่ต้องเดินทางไป"

            "ซึ่งพออบรมเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานเสร็จ รุ่นหลังๆ ก็จะมีตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร และชาวบ้านเข้าร่วมอบรมด้วย พอครอบคลุมทั่วประเทศปุ๊บ เราก็จะทำเป็นคอร์สอินเตอร์ เชิญเจ้าหน้าที่จากประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม มาร่วมอบรม เพราะเรามองว่าในถูมิภาค พื้นที่ป่าติดกัน ไม่มีรั้วกั้น การแบ่งเขตพื้นที่แต่ละประเทศมันเป็นการแบ่งเพื่อความมั่นคง เพื่ออธิปไตยของประเทศนั้นๆ แต่สัตว์บางชนิดมันไปมาซึ่งกันและกัน"

           ถ้าจะบอกว่าบทสัมภาษณ์จบลงเพียงเท่านี้ หลายคนคงรู้สึกเสียดายและยังไม่อิ่มใช่ไหม... เราก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ แม้ YOURPET ทั้งเล่ม ก็ยังไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวดีดีของผู้ชายมหัศจรรย์คนนี้ได้หมด ถ้าอย่างนั้นขอแนะนำให้คนที่อยากฟังคุณหมอเล่าเรื่องดีๆ มีคุณค่า ให้ลองหาเทปรายการ คนค้นคน ย้อนหลังมาดู แล้วจะรู้ว่า “หมอล็อต” หรือ นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน มีค่าต่อการเฝ้ารอของชีวิตสัตว์ป่าแค่ไหน

หัวใจหมอ หัวใจสัตว์

" หัวใจหมอ-หัวใจสัตว์ " แรงบันดาลใจ vol. 1 No. 7 july 2008 

          เวลาที่สัตว์บาดเจ็บกับป่วย เขาไม่ได้ต้องการหมอที่เก่งที่สุดนะ แต่เขาต้องการหมอที่มารักษาเขาอย่างเร็วที่สุด แต่ด้วยสิ่งที่เรามีมันทำให้เราไปช้ากว่า แล้วอาการสัตว์ก็หนักกว่าเดิม พอไปถึงชาวบ้านเขาก็รอเราอยู่แล้ว เพราะเขาก็แจ้งเรามานาน ไปถึงปุ๊บเขาด่าผมบางคนก็เอาก้อนหินขว้างใส่หัวแตกก็มี ซึ่งผมเข้าใจความรู้สึกของเขาที่เห็นสัตว์เจ็บตรงหน้านะ มันนานมากถ้าเทียบแล้ว 1 นาที มันหมายถึง 1 ชั่วโมง

          ตอนนี้ผมเป็นไข้หวัดใหญ่ครับเป็นมาประมาณจะ1เดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เป็นมาลาเรียมาแล้ว 2 ครั้ง ช่วงนั้นมันมีภาพที่ทำให้ผมหดหู่มากเลยนะ ตอนที่ผมกับเจ้าหน้าที่ 7 คน เข้าไปรักษาลูกช้างป่าตกเขา ที่เขาชะเมาจังหวัดระยอง เวลานั้นมาลาเรียแรงมาก  เจ้าหน้าที่ป่วยเป็นมาลาเรีย 4 คน ผมต้องรักษาลูกช้างนอนให้น้ำเกลือลูกช้าง แล้วก็ต้องดูแลเจ้าหน้าที่ ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ลูกช้างด้วย มันสะท้อนใจมากก็คิดไปว่านี่หรอวะ...บุคคลที่เป็นทรัพยากรดูแลสัตว์ เขาปากสั่น ตัวเหลือง ตอนค่ำต้องรีบเข้ามุ้งเพราะยุงมาแล้ว ผมเองก็เป็นไข้ขึ้น ตัวสั่น ปวดหัว แต่ผมภูมิใจนะที่ป่วยเป็นมาลาเรีย เพราะมันอยู่ในสถานการณ์ที่ควรจะเป็น เราทำงานในป่าเราก็ต้องเป็นอยู่แล้ว ผมมองว่ามันก็ดีนะเราจะได้มีภูมิคุ้มกัน แล้วผมก็ต้องรักษาชีวิตของตัวเองให้ดีด้วย เพราะยังมีชีวิตอื่นๆ รอผมอยู่

          ผมเป็นคนจังหวัดสุรินทร์ครับ  มีพ่อเป็นตำรวจ พอผมอายุได้ 3 ขวบ พ่อก็ย้ายไปรับตำแหน่งประจำที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เราทุกคนในครอบครัว ทั้งแม่-พี่ชาย-พี่สาวและผม ก็เลยต้องย้ายตามไปด้วย และด้วยความที่ผมเห็นพ่อทำงานแบบนี้มาตั้งแต่เด็กพ่อก็เลยเป็นฮีโร่ของผม และแน่นอนครับความใฝ่ฝันของผมจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากโตขึ้น  ผมจะเป็นตำรวจ แต่โชคชะตาก็ผลิกผลัน ผมไปสมัครสอบนายร้อยแต่สอบไม่ติด ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะได้เรียนนายร้อย เพราะมีคะแนนการเป็นลูกตำรวจช่วยส่วนหนึ่ง  ประกาศนียบัตรต่าง ๆ จากการเป็นนักกีฬาก็เป็นคะแนนช่วยอีกส่วนหนึ่ง ถึงขนาดนี้ก็ยังสอบไม่ติด ความมุ่งหวังในการเป็นตำรวจแบบพ่อจึงจบลง ซึ่งผมเองก็ยอมรับครับ อาจจะด้วยตอนเด็กผมเป็นคนเกเรไม่ค่อยตั้งใจเรียนทั้ง ๆ ที่แม่ก็จะพูดกรอกหูตลอดว่า “ไอ้ล็อตนะ มันเป็นคนหัวดีมันเป็นคนเรียนเก่งเสียแต่มันขี้เกียจ”

          ก็อย่างว่าครับการทำตัวเวลาอยู่ในบ้านกับอยู่นอกบ้านของผม จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกบ้านเรื่องชกต่อยนี่มันเป็นเรื่องธรรมดา นั่นเพราะช่วงที่ผมเกเรเวลาทำอะไรเพื่อน ๆ เห็นเราเป็นผู้นำ เพื่อน ๆ ชอบ มันก็ทำให้อึกเหิมทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นผมรู้ว่ามันไม่ดี แต่ทำแล้วเพื่อนชอบเพื่อนยอมรับก็เลยต้องทำ พอสอบนายร้อยไม่ติดตอนนั้นก็เริ่มคิดแล้วว่าจะไปทางไหนดี และด้วยนิสัยเกเรที่ยังติดตัวอยู่ ก็คิดสั้น ๆ แค่ว่า พ่อแม่น่าจะเลี้ยงได้พอมาคิดอีกทางด้วยความที่ผมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล ซึ่งก็ถือได้ว่ามีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง กะว่าจะเอาดีด้านนี้ แต่พอเกิดการบาดเจ็บ เอ็นขาด กระดูกแตก ก็เลยกลับมาคิดอีกว่าต่อให้เล่นกีฬาดีแค่ไหน แต่พอบาดเจ็บขึ้นมาชีวิตมันก็ไปไหนไม่ได้จุดหักเหของความคิดมันก็เลยเริ่มเปลี่ยนก็มานั่งคิดว่าต้องเรียนอะไรซักอย่าง ที่มันสามารถทำให้เราทำมาหากินได้ สร้างความมั่นคงสร้างความอยู่รอดให้กับตัวเองได้  แล้วคำพูดของแม่ก็แว่วอยู่ในหูตลอด ผมก็เลยมาคิดว่าเอ...หรือว่าผมเป็นแบบนั้น ก็เลยหันมาขยันตั้งใจเรียน ซึ่งช่วงนั้นผมจะคบเพื่อน 2 กลุ่ม คือกลุ่มเด็กเรียน กับ กลุ่มเด็กเกเร อย่าเวลาไปกับเพื่อนเกเรก็ไปเกเร  แต่พอมาที่ที่กลุ่มเพื่อนเด็กเรียนผมก็ตั้งใจเรียน

          พอถึงช่วงเอ็นท์ตอนแรกผมไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์แพทย์มากมาย รู้แค่ว่าเป็นหมอรักษาหมาหมอตอนควาย  ตอนแรกก็คิดไปว่าจะใช้โควตานักกีฬาเลือกเรียนวิศวะแต่พอมานั่งนึกถึงวิชาคำนวณ เอ...ผมไม่ไหว หรือว่าจะเรียนด้านบริหาร เอ...อันนี้ก็ไม่ชอบ แล้วบังเอิญอีกผมไปเห็นพี่ ๆ ที่เคยรับโควตานักกีฬา พอไปเรียนจริง ๆ ต้องเลิกเล่นกีฬามาเรียนอย่างเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่าเรียนหนัก มันกลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผมมาก ผมอยากพิสูจน์ความจริงตรงนี้ ก็คิดว่าเอ...มันหนักขนาดไหนที่ว่าเรียนหนัก  เอาเวลาไปเที่ยวหญิง...เอาเวลาไปดูหนังมากกว่ามั้ง...เพราะผมคิดว่าถ้าแบ่งเวลาได้ ทำไมจะเรียนไปด้วยเล่นกีฬาไปด้วยไม่ได้ ก็มันไม่ได้เรียนตลอด 24 ชั่วโมงนี่นา  ก็คิดว่าเอาล่ะ...เราจะเล่นกีฬาไปด้วยเรียนไปด้วย   แล้วก็มาคิดว่าจะเรียนสาขาวิชาที่มันยาก ๆ ซึ่งก็คือเรียนหมอ  แล้วก็มาคิดต่อว่าถ้าเป็นหมอรักษาคน  เราก็สามารถสื่อสารกันว่าเจ็บนั่นเจ็บนี่ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นรักษาสัตว์ ..สัตว์ไม่สามารถสื่อสารกับเราได้ซึ่งมันยากกว่า อย่างเช่นเวลาที่แมวหรือหมาป่วยแต่ละตัวมันก็จะร้องแตกต่างกันออกไป  ผมก็เลยโป๊ะเซะ!! มันยากดีงั้นเลือกเรียนด้านนี้ดีกว่า

          กระทั่งผมมาสอบติดคณะสัตว์แพทย์ศาสตร์ในโควตานักกีฬา ซึ่งผมได้เล่นบาสเกตบอลให้มหาวิทยาลัยแล้วก็สโมสรด้วย พอทำไปทำมาก็มีเหตุผลบางประการ ทำให้ผมต้องเปลี่ยนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครแทน  ซึ่งผมจะบอกว่าสิ่งที่ผมอยากพิสูจน์ความจริงจากรุ่นพี่  ว่าเรียนไปด้วยเล่นกีฬาไปด้วยมันสามารถ  ทำได้จริงหรือไม่  ผมยอมรับว่า 6 ปี ของการเรียนนั้นมันหนักมาก ต้องขอบคุณที่มีเพื่อนดี ปริญญาที่ผ่านมาได้ผมต้องยกให้เพื่อน 30 % เพราะพวกเขาช่วยผมมาตลอด 6 ปี แห่งการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยหลังจากเรียนเสร็จแล้วก็ต้องซ้อมบาสเกตบอลถึงประมาณ 4 ทุ่ม แล้วผมก็กลับมาอ่านหนังสือถึงประมาณตี 4 แล้วก็นอนจากนั้นประมาณ 9 โมงเช้าก็ไปเรียน  มันเป็นแบบนี้มาตลอดแต่ผมไม่เคยท้อนะ เพียงแต่ว่าช่วงชีวิตการเป็นวัยรุ่นอาจจะขาดหายไป การเรียนด้านนี้สำหรับตัวผมแล้วสนุกมากครับ 

เพราะมันจะคำถามตลอดมันเป็นการเรียนที่ไม่อยู่กับที่ไม่ซ้ำซาก  มันเป็นการเรียนรู้เพื่อการช่วยเหลือรวมไปถึงการอยู่รอดของชีวิตสัตว์ และนี่เองครับที่ช่วยขัดเกลานิสัยเกเรหรือว่ามีจุดดำในใจผมให้กลายเป็นคนอ่อนโยนทั้ง ๆ ที่ผมไม่ใช่คนรักสัตว์!! ผมไม่ใช่พ่อพระ!! " ผมเห็นอาจารย์อาวุโสด้านสัตวแพทย์หลายท่านทำงาน ผมว่ามันเป็นงานที่ทำเพื่อสังคมเป็นงานที่มี ศักดิ์ศรีเพียงแต่ตอนนี้ อาจารย์ท่านอายุมากขึ้นทุกวัน  แต่ไม่มีใครมาทำงานสืบต่อตรงนี้เลย มันก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากมาทำงานตรงนี้  ผมแค่อยากแบ่งเบาภาระของท่านเหล่านี้  อย่างที่บอกพื้นฐานของผมไม่ใช่คนรักสัตว์  แล้วก็คิดว่าอะไรที่คนทำเยอะแล้วก็อย่าไปทำซ้ำกับเขา ถ้าอันไหนขาดเราก็ไปเติมเต็มตรงนั้นจะดีกว่า"


        ความคิดของผมการมารักษาสัตว์ป่านั้น  ก็เพราะคนอื่นเขามาเปิดคลินิกรักษาสัตว์ทั่วไปแล้ว แต่สัตว์ป่ามันไม่มีใครมาช่วยเหลือเลย มันเหมือนภาพจิ๊กซอว์ที่ขาดไป 1 ชิ้น แล้วไม่มีใครมาต่อให้มันสมบูรณ์ ซึ่งผมก็รู้ว่าการเปิดคิลนิกรักษาสัตว์นั้นรายได้มันย่อมได้มากกว่าแน่นอนอยู่แล้ว  แต่พ่อกับแม่เคยสอนเอาไว้ว่าอย่าทะเยอทะยาน อย่าไปมุ่งหวังหาความสบายให้ตัวเองมากนัก  เราเกิดมาเพื่อสังคมถ้าเราอยากให้สังคมดีเราก็ต้องทำดี สังคมมันก็จะไดดี  พี่ชายผมเองตอนนี้ก็ทำงานที่กรมป่าไม้จังหวัดสุรินทร์  เขาก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมทำงานด้านนี้  เพราะเขาจะบอกเสมอว่าการทำงานนั้น  ให้เราเอากล่องก่อนเอาเงิน  ถ้าเราทำตรงนี้ทรัพย์สินเงินทองความสบายมันจะตามมาทีหลังเอง พ่อ-แม่-พี่ชาย-พี่สาว  ก็เลยไม่ได้ความหวังเรื่องเงินทองจากผม

          " การทำงานในการรักษาสัตว์ช่วงที่ลำบากที่สุดก็คือ ตอนมีเหตุการณ์แล้วรถไม่เข้าป่า  ผมก็ต้องสะพายเป้นั่งรถโดยสารไปรักษาสัตว์บาดเจ็บกับป่วย เขาไม่ได้ต้องการหมอที่ที่เก่งที่สุดนะ แต่เขาต้องการหมอที่มารักษาเขาอย่างเร็วที่สุด แต่ด้วยสิ่งที่เรามีมันทำให้เราไปช้ากว่า  แล้วอาการสัตว์ก็หนังกว่าเดิม  พอไปถึงชาวบ้านเขาก็รอเราอยู่แล้วเพราะเขาก็แจ้งเรามานาน ไปถึงปุ๊บเขาด่าผมบางคนเขาก็เอาก้อนหินขว้างใส่หัวแตกก็มี  ซึ่งผมเข้าใจความรู้สึกของเขาที่เห็นสัตว์เจ็บตรงหน้านะ มันนานนะถ้าเทียบแล้ว 1 นาที มันหมายถึง 1 ชั่วโมงนะ  แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนนิสัยผมถ้ามีคนมาทำอย่างนี้ผมเอาตายเลยนะ  แต่พอถึงตรงนั้นความสนใจมันจะพุ่งไปที่ต้องรักษาสัตว์ก่อน พอรักษาเสร็จคนที่ขว้างก้อนหินใส่ผมเขาก็มาขอโทษ ผมก็หายโกรธไม่โมโหแล้ว จากนั้นก็มาอธิบายถึงข้อจำกัดให้เขาฟังว่าทำไมผมถึงมาช้า ซึ่งเขาก็เข้าใจผมว่าอะไรที่เป็นการเริ่มต้นมันต้องเหนื่อย ต้องท้อ ต้องเสียสละบ้าง ถ้าเรามัวแต่งอมืองอเท้า ว่าไอ้นี่ขาดไอ้นั่นขาดงานมันก็ไม่ได้ เพราะงานของผมยังมีคนมีสัตว์ที่รออยู่  นี่คือมุมมองของการริเริ่มทำงานของหมอสัตว์ป่า"

     เมื่อการเริ่มต้นเริ่มขึ้น มันมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ประทับใจ ทั้งในตัวบุคลทั้งในส่วนของงานอย่างพี่ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ  ซึ่งประจำอยู่เขาใหญ่ ตอนนั้นพี่เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายป้องกันและปราบปราม อายุก็ไม่ต่างจากอายุผมมาก นิสัยก็จะออกแนวนักเลง ๆ เรามีความเห็นพ้องต้องกันว่า อย่างกรณีที่มีสัตว์บาดเจ็บหรือป่วย ควรจะมีหมอเข้ามาช่วยเหลือเรื่องสุขภาพอย่างเร่งด่วน แต่บางครั้งพอเกิดเหตุการณ์อย่างช้างเจ็บป่วยกะทันหันแต่ความพร้อมเราก็ไม่มี   ไม่มีอย่างเงินที่จะมาเติมน้ำมันรถที่จะขับเข้าป่าไปรักษาสัตว์  มันมีความจริงในช่วงแรก ๆ ที่เราต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ได้เงินมา และบางครั้งก็ต้องไปหาหยิบยืมคนอื่นก่อน โดยช่วงแรกของการทำงานเราไม่พูดว่าเราลำบากยังไงเดือดร้อนยังไง แต่เราจะบอกว่าเราทำได้

          การเข้าไปในป่าในแต่ละครั้งใช้เวลาต่างกันแค่ไหนมันแล้วแต่ว่าเคสนั้น ๆ หนักเบามากน้อยอย่างไร บางครั้งเป็นอาทิตย์ บางครั้งก็เป็นเดือน  ถ้าตามสัตว์ไม่เจอก็จะมีแผนปรึกษากับชาวบ้านเพื่อช่วยกันตามหา ทุกภารกิจที่อยู่ในป่าทุกนาทีที่อยู่ในป่ามันมีค่ามีประโยชน์มาก ซึ่งบางครั้งชาวบ้านเขาจะเกรงใจเรามากหมอจะกินจะนอนยังไง คนแก่บางคนเห็นผมแล้วยกมือไหว้ผมก่อน ผมจะบอกเลยว่าคุณตาครับ ต้องให้ผมไหว้ก่อนนะบางครั้ง สัตว์บาดเจ็บ ก็ดึงชาวบ้านมาช่วยคราวนี้ล่ะ เขาจะจำวิธีรักษาไปจนตาย ก็ถือเป็นการทำงานแบบ บูรณาการที่เราต้องสร้างศรัทธาให้ชาวบ้านก่อน ไม่ใช่ว่ามีแต่ตำแหน่งไปสั่ง ๆ ๆ อย่างนี้เราไม่ได้ใจเขาแน่นอน เพราะถ้าเราได้ใจเขาเราทำอะไร ขอความร่วมมืออะไรมันจะง่ายขึ้น แล้วพื้นที่การทำงานของผมจะออกทั่วประเทศ เวลามีคนแจ้งมาผมก็จะดูว่าสาเหตุของการบาดเจ็บคืออะไร  ถ้าเกิดจากโซ่อาหารสัตว์ล่าสัตว์เหยื่อก็จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง แล้วสัตว์นั้นมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์มากน้อยแค่ไหน อย่างสัตว์ตัวนี้เป็นอะไรไป มันจะส่งผลต่อระบบนิเวศไหม อย่างนี้ผมจะเข้าไปยุ่ง อย่างช้าง กระทิง เสือ วัวแดง มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ผมก็ต้องไป แต่ถ้าเป็นกวาง ชะนี เราอาจจะเข้าไปช่วยในกรณีที่ทำให้พ้นทุกข์จากความทรมาน

          ฉะนั้นหน้าที่ของผมเวลาทำงานจะมีอยู่ 2 ความเหมาะสมคือ 1. ช่วยเพื่อให้สัตว์รอด ผมมาเพื่อช่วยรักษา 2. ช่วยเพื่อให้พ้นจากทุกข์ทรมาน เพราะตรงนี้เราจะมีการประเมินเลยว่าสัตว์ตัวนี้ถ้ารักษาไปแล้ว พอมีชีวิตอยู่เขาจะอยู่บนโลกนี้ลำบากขึ้นกว่าเดิมไหม ถ้าอย่างนี้เราก็ช่วยเขาให้ไปอย่างไม่ทุกข์ทรมานดีกว่า  จากการรักษาสัตว์ป่ามามีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสะเทือนใจ อย่างเวลา 4 ทุ่มกลางป่าลึกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีช้างตัวหนึ่งติดเชื้อในกระแสเลือด หลังจากรักษา 2 อาทิตย์ก็ดีขึ้นแต่ก็มีปัญหาเรื่องบาดทะยัก เรื่องเลือดในร่างกายทำลายระบบเลือดในร่างกาย ทำลายระบบปราสาท ผมกับเจ้าหน้าที่เราออกติดตาม ก็เห็นว่าเขานอนหมดสติอยู่กลางป่าลึก ตอนนั้นเราไม่มีอะไรเลย เราต้องการยาแอนตี้ท็อกซิน จำนวนหนึ่ง เราต้องการเครื่องมือทางการแพทย์จำนวนหนึ่งอย่างด่วน!!

เพราะโอกาสของช้างตัวนี้เป็นตายเท่ากัน นาทีนั้นในตัวผมมียาบางส่วนอยู่ในตัวบ้าง ผมก็ให้เจ้าหน้าที่คนอื่นคอยวัดอัตราส่วนการหายใจ วัดชีพจร แล้วก็บอกว่าชีพจรเท่านี้ต้องให้ยาเท่านี้ ส่วนตัวผมก็ต้องออกจากป่าไปหายาฆ่าพิษจากแบคทีเรียมาให้ได้  ผมต้องออกจากป่ามาที่โรงพยาบาลอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ฝนก็ตกรถเป็นของหน่วยงานซึ่งดอกยางไม่ดี ด้วยความที่ผมรีบทำให้รถคว่ำ  แต่ดีที่ผมไม่เป็นอะไร ก็มานั่งรอโบกรถต่อ ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องเอายากลับไปรักษาช้างให้ได้ 

ในที่สุดผมก็ได้ยามาผมก็นั่งรถคนอื่นมาถึงจุดเข้าป่าที่จะไปรักษาช้าง  เชื่อไหมว่าผมวิ่งตรงเข้าไปอย่างเร็วที่สุดวิ่งแบบไม่คิดชีวิต พอไปใกล้จุดที่ช้างอยู่ผมก็ตะโกนถามเจ้าหน้าที่ว่าช้างเป็นยังไงบ้าง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าผมมาช้าไป 20 นาที " เหตุการณ์นี้ผมสะเทือนใจมาก มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมไม่อยากให้เกิด แล้วมันก็เกิดคำถามว่าถ้าเราพร้อมกว่านี้ช้างป่าตัวนี้ก็ไม่ตาย ตัวช้างเองเขาก็อยากรอดเหมือนเรา เมื่อก่อนเขาเป็นอะไรไปก็ไม่มีใครรู้ สัตว์ป่าถ้าเขาไม่บาดเจ็บถ้าเขาไม่ป่วยเขาจะมาโผ่ลมาให้เราเห็น  เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นเขา แสดงว่าเขาอาการไม่ดีแล้ว  เหตุการณ์คืนนั้นบีบคั้นผมแบบสุด ๆ เลยนะ ก็เข้าไปเตะเขา…แบบ… รอกูสักหน่อยก็ไม่ได้

           แม่มารู้เหตุการณ์นี้เพราะพี่สาวเล่าให้ฟังก็เลยเห็นใจ แม่ก็เลยดาวน์รถมาให้เพื่อจะได้ขับเข้าไปช่วยเหลือสัตว์ป่า เพราะตัวผมเองก็เข้าใจว่าระบบราชการมันก็ต้องมีติดขัดบ้าง แต่เมื่อเราเลือกที่จะทำงานนี้เราก็ต้องช่วยในสิ่งที่เราช่วยได้ ผมก็มองว่าถ้าเรารักษาชีวิตหนึ่งได้ มันก็สามารถรักษาได้อีกหลายร้อยชีวิตเช่นกัน มันถือว่านี่คือกำไรของชีวิตเวลาเข้าป่ามันห้ามเรื่องป่วยไข้ไม่ได้ ผมก็พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ทำงานในป่ามันไม่ได้มีเฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น ยังมีพวกหาของป่า มีพวกล่าสัตว์ป่า มีปืน มีกับดัก บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ไปโดนอาวุธแบบนี้ ผมก็เคยคิดว่าเมื่อไหร่จะเป็นผมที่โดนแบบนั้นบ้าง ลำพังสัตว์อย่างเดียวไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่มนุษย์ด้วยกันนี่แหละสำคัญ บางทีมีการปะทะกันเพราะเขาไม่รู้ว่าเราป็นหมอ รู้แค่ว่ามีคนมาก็ใส่เลย แล้วอาวุธเขาจะพร้อมกว่าเจ้าหน้าที่ ซึ่งอย่างเราไป 10 คนมีปืนกระบอกเดียว แถมโดนน้ำยิงไม่ได้อีก ก็เลยเกิดการตะลุมบอลชกต่อยกัน เคยมีครั้งนึงผมโดนเขาปามีดใส่หัว แต่โชคดีที่ไม่โดนมันแค่เฉี่ยวไปแค่นิดเดียว


            เวลาอยู่ในป่าผมก็ต้องบอกตัวเองว่ากินให้อิ่มเต็มที่ แล้วอาหารก็ไม่ได้มีอะไรเลิศหรูเลย แค่ไข่ต้มกับน้ำพริกปลาร้าแค่นี้ก็อร่อยที่สุดแล้ว ผมต้องกินให้อิ่มเพราะไม่รู้ว่าอาหารมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายของผมไหม แล้วในป่ากลางวันกับกลางคืนอันตรายเท่า ๆ กันเพียงแต่กลางคืนผมจะกลัวผี!! บางทีไปรักษาช้างบาดเจ็บกลางวันเขาจะไม่ออกมาจะออกมาก็ตอนกลางคืน  ผมกับเจ้าหน้าที่ก็จะเอาอาหารไปล่อตามจุดล่อ กลางคืนมันวังเวงแสงจันทร์สลัว ๆ บางทีพอฟ้าแลบฟ้าร้อง ภาพที่เราจ้องก็หลอนเหมือนกัน ผมเคยเจอลูกไฟเท่าลูกบอลลอยอยู่ เรื่องแบบนี้ผมจะไม่ลบหลู่ " ช่วงรอช้างปรากฏตัวต้องใช้ความอดทนมาก ผมกับเจ้าหน้าที่ต้องกอดปืนอยู่ที่ห้างบนต้นไม้ ทาหน้าดำ เราเคยรอทั้งคืนก็ไม่มา ก็ต้องมารอในวันถัดไป บางคืนมีเผลอหลับได้ยินเสียงพวกหาของป่ามา ถ้าอย่างนี้เราต้องรีบลงจากห้างเพราะถ้าอยู่บนนั้นเราจะเป็นเป้าให้เขายิงเราทิ้งได้ แต่บางทีตั้งหลักทันก็จะเข้าไปจับกุมได้เหมือนกัน ทำงานในป่าถึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่กับสัตว์ หมอกับสัตว์เท่านั้น ผมถึงอยากให้สังคมรับรู้และเข้าใจในเรื่องการทำงานอย่างเรา ผมว่าเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญนะ แต่สิ่งที่สำคัญที่ต้องการก็คือกำลังใจและความเข้าใจมากกว่า


           " ผมยังจะทำงานนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะไม่รอว่าต้องมีคนนั้นคนนี้มาทำ ผมก็จะทำหน้าที่ของผมต่อไป เราก็ต้องสร้างของเราเอง เพื่อทำให้คนทั่วไปรู้เรื่องความเป็นไปของสัตว์ป่าตอนนี้นอกจะทำงานในพื้นที่แล้ว ผมยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเป็นการทำงานในเชิงรุกด้วย " การอยู่รอดของสัตว์ป่า เป็นตัวชี้วัดการอยู่รอดของมนุษย์ ถ้าสัตว์ป่าไม่มีมนุษย์ก็อยู่ลำบากแล้ว โดยหน้าที่ผมป็นหมอรักษาสัตว์ป่าของไทย แต่โดยเนื้องานจริง ๆ ผมเป็นหมอสัตว์ป่าของโลกนะ เพราะสัตว์ป่ามีอยู่ทั่วโลก การบาดเจ็บมันมีอยู่ทั่วโลก แล้วการแบ่งเขตแดนของประเทศมันแบ่งเพื่อความมั่นคงเพื่อการปกครอง มีบางครั้งที่ผมต้องไปรักษาที่ ลาว เขมร นี่ถ้าตอนนี้ไม่เป็นไข้หวัดใหญ่ผมก็จะไปดูแลสัตว์ที่พม่าด้วย เพราะเขาเกิดภัยพิบัติ เวลามีคนบาดเจ็บก็มีการช่วยคน แต่ไม่มีใครพูดถึงสัตว์ป่าเลย ผมมีหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องทำตรงนี้  อาจจะด้วยผมมีภาพที่ฝังใจสมัยที่อยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนนั้นภูเขาถล่มทับหมู่บ้าน น้ำที่ทะลักมาเป็นโคลนหมดเลย มันมีสัตว์ทั้ง เก้ง กวาง ลิง ตะขาบ ไปออกันอยู่ที่ต้นไม้ต้นเดียวเพราะมันหนีตาย ผมก็เลยไม่ตีกรอบว่าเป็นสัตว์ป่าเพียงเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นหมอสัตว์ของโลก ซึ่งแต่ละปีเราจะมีการประชุมสัตวแพทย์ที่ทำงานด้านสัตว์ป่ามาประชุมกัน ประกอบด้วยอาจารย์ นักวิชาการ มาระดมสมองกัน ถึงวันนี้ผมยอมรับว่าเริ่มมีคนหันมาสนใจเรื่องสัตว์ป่ามากขึ้น นั่นอาจจะเพรสมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ และการทำงานเชิงรุกในหลายทาง "


                ณ .วันนี้หน้างานของผมอาจจะไปได้ด้วยดี แต่หลังงานอาจจะขาดในเรื่องของการดูแลคนรอบข้าง แต่ลุงของผมบอกว่าตอนนี้สถานะทางสังคมของผมคือผู้ให้ ไม่ใช่ผู้รับให้ผมภูมิใจในสถานะในสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ " ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็จะเดินต่อไปเราต้องยึดมั่นด้วยตัวเอง อาจารย์หมออลงกรณ์ เคยพูดว่าการทำความดีให้ทำไปเถอะ ไม่ต้องไปกลัวว่าจะไม่มีใครเห็น อย่างน้อยในหลวงท่านเห็นในหลวงท่านรู้  ถ้าไปเจอพระบรมฉายาลักษณ์ท่านที่ไหนก็ให้ยกมือไหว้ แล้วไม่ต้องไปน้อยใจ ไม่ต้องไปท้อ ทำความดีถวายในหลวง มันเป็คำวิเศษมีเวทย์มนต์มาก จากที่ ล้ม ๆ อยู่ก็แบบ…เอาวะ ทำดีเพื่อในหลวง " ผมจะทำหน้าที่นี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะทำงานแบบบูรณาการ แล้วก็จะซื่อสัตย์ยึดมั่นต่อวิชาชีพนี้ แล้วก็ยังยืนยันว่าผมไม่ใช่คนรักสัตว์!!!ผมก้เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่แม่บอกว่าตอนเกิดเป็นช่วงพอดีกับที่พ่อถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 2 ก็เลยตั้งชื่อให้ว่า " ล็อต " ณ วันนี้รู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองแค่นั้น

 
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
สุดยอดเลยค่ะ

เคยเจอพี่ที่เขาใหญ่ประทับใจมาก

อิอิ

ทั้งที่ไม่รู้จักแต่พอคุยกับเพื่อนที่เรียนสัตว์แพทย์ยิ่งประทับใจพี่มาก

เป็นกำลังใจให้นะค่ะ
Oct. 26
Kedsarinwrote:

ฝากดูแลสัตว์ป่าด้วยนะโดยเฉพาะช้างสงสารมากเวลาเห็นพวกมันบาดเจ็บและล้มตาย

 

ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดจะเป็นกำลังใจให้ สู้ สู้  ขยิบตา

Oct. 20
จะเรียนสัตวแพทย์ !!!


สู้ต่อไปนะคะคุณหมอ ขยิบตา
Oct. 16

นับถือมากๆค่ะ..ทั้งแนวความคิดและวิธีการปฏิบัติ..เป็นกำลังใจให้สู้ๆๆต่อไป  มีสัตว์ป่าที่เจ็บอีกมาก...ที่ยังรอคุณหมอผู้เสียสละอยู่

 

Oct. 16
No namewrote:

ชอบและติดตามการทำงานมานานแล้วประมาณ 3 ปี ที่ได้รู้จักชื่อหมอล้อต ทำงานการพยาบาลเหมือนกัน เลยเข้าใจว่าเวลาเห็นผู้ป่วย คนเจ็บแล้ว เราเองอยากจะให้ความช่วยเหลือเขามากแค่ไหน ยิ่งกับสัตว์ โดยเฉพาะช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ด้วยแล้ว ยิ่งน่าสงสาร เขาบอกเราไม่ได้ว่าเขาเจ็บตรงไหน รู้สึกอย่างไร ดีใจที่มีสัตว์แพทย์ที่มีจรรยาบรรณ เมตตาต่อสัตว์แบบนี้ เหมือนอ.อลงกรณ์ เลย

เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ ๆ นะค๊า ^_^

Oct. 15