Lotter's profileหมอล็อต,น.สพ.ภัทรพล มณีอ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 19

    บทสัมภาษณ์จาก"Petmania Magzine"

    “Life to Live ชีวิตมีไว้ให้ใช้ของหมอล็อต ภัทรพล มณีอ่อน

    01

    เขาเคยเป็นเด็กเกเรยกพวกตีกัน
    เขาเคยเล่นบาสเก็ตบอลให้สโมสรธนาคารกรุงเทพ
    เขาเคยคิดเป็นหมอรักษาคนแต่เพราะคนพูดได้จึงรักษาสัตว์
    เขาคือ สัตวแพทย์สัตว์ป่าคนเดียวในประเทศไทย
    เขาคือ นายสัตวแพทย์ภัทรพล  มณีอ่อน
             
    คอลัมน์ VIP ฉบับเดือนแห่งความรักได้รับเกียรติจากนายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
    สัตวแพทย์สัตว์ป่าประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
    มานั่งคุยสบายๆถึงหน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัวและทัศนคติในการดำรงชีวิต
    คุณผู้อ่านมั่นใจได้เลยว่าผู้ชายวัย
    28 ปี คนนี้ น่าสนใจกว่าภาพที่เห็นเป็นไหนๆ

    แนะนำตัว
                    แรกเกิดเลยนะผมชื่อ ล็อตเตอรี่ ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อจนเป็นชื่อปัจจุบันคือภัทรพล ด้วยความที่พ่อเป็นตำรวจจึงโยกย้ายที่อยู่บ่อย ผมเกิดที่สุรินทร์แต่ย้ายไปนครศรีธรรมราช 11 ปีกว่าจะได้กลับมาสุรินทร์อีก ช่วงวัยรุ่นเป็นเด็กเกเร แต่ก็เป็นเด็กติดกีฬาบ้าเล่นบาสเก็ตบอล พอถึงตอนจะเข้ามหาวิทยาลัยก็คิดว่าทำไมพี่ที่โรงเรียนเล่นกีฬาเก่งๆเข้าคณะวิศวะฯได้ เข้าคณะแพทย์ฯได้ พอเรียนแล้วหนักมากเลยเหรอถึงต้องเลิกเล่นกีฬา จึงเกิดเป็นคำถามในใจขึ้นว่าจริงหรือเปล่า รู้สึกว่าอยากจะแสดงให้คนเห็นว่าการเรียนกับการเล่นกีฬาไปด้วยกันได้
    ก่อนจะเลือกเรียนสัตวแพทย์ตอนนั้นรู้จักแต่หมอ รู้ว่าเรียนหมอมันยากเลยอยากจะเรียนให้จบแล้วเล่นกีฬาให้ดู แต่ทีนี้มาพิจารณาว่าเป็นหมอรักษาคน คนก็พูดได้ แต่สัตว์มันพูดไม่ได้น่าจะยากกว่า เลยตกลงเลือกเรียน ตอนนั้นก็ติดโควต้านักกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ได้สองสามวันก็ลาออก เพราะมันมีเงื่อนไขต้องเล่นต้องซ้อมให้มหาวิทยาลัย ทำให้อาจจะไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับสโมสร(สโมสรธนาคารกรุงเทพ)  พอดีกับว่าทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเปิดรับโควต้านักกีฬา เลยตัดสินใจไปเรียนที่โน่นดีกว่า เพราะไม่ได้มองว่าสถาบันมีความต่างระหว่างรัฐกับเอกชน แต่มองว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตเพื่อช่วยชีวิตสัตว์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณภาพการเรียนรู้ไม่ต่างกัน
    หลังจากนั้นก็เลยได้เล่นกีฬาไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งมันเป็นงานที่ยากและหนัก ต้องขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่คอยช่วยเหลือ คอยสรุปเนื้อหาให้

    2

    จุดเริ่มที่อยากเรียนเพื่อเอาชนะสู่โลกแห่งการทำงานจริง
                    ตอนนั้นจบแล้วมีคำถามตามมาว่าถ้าพ่อแม่เราเจ็บป่วยใครจะดูแล ที่บ้านหมาก็ไม่ได้เลี้ยง ญาติพี่น้องป่วยเราก็ดูแลไม่ได้ แล้วเราจะเป็นหมอสัตว์ไปทำไม เลยคิดว่าจะเรียนต่อหมอหลังจากเรียนจบ สมัครไปแล้วด้วยนะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ เพราะมาคิดดีๆอีกทีในช่วงที่เราฝึกงานบุคลากรที่ดูแลรักษาช้างยังน้อย ช่วงที่เรียนก็มีไอดอลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหมออลงกรณ์ หมอปานเทพ กลายเป็นแรงบันดาลใจว่าขั้นแรกเราน่าจะทำตรงจุดนี้มากกว่า เราเห็นว่าบุคลากรเรามีเกียรติ มีคุณค่า เป็นวิชาชีพที่มีความเสียสละค่อนข้างสูง เราน่าจะไปแบ่งเบาภาระของบุคคลเหล่านี้บ้าง เรื่องตัวเองเอาไว้ก่อน เลยยกเลิกเรียนหมอ มาเป็นหมอรักษาช้างบ้าน ที่สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด

    ความรู้สึกที่มีต่องานแรก
                    ช่วงนั้นทำงานสนุกมาก ได้รักษาช้างเป็นรถเคลื่อนที่ไปตามหมู่บ้าน แต่ละวันเป็น 10 เชือก สูงสุดถึง 40 เชือก ได้เข้าไปในป่า ไปในพื้นที่ไปหาช้าง ถึงแม้ว่าการทำงานในช่วงนั้นจะได้ค่าตอบแทนไม่เยอะเมื่อเทียบกับเพื่อนหมอด้วยกัน แต่สิ่งที่เราได้รับคือความสบายใจ ความอิ่มเอิบใจกับสิ่งที่เราทำ เพราะเราไม่คิดว่าคนคนหนึ่ง เด็กธรรมดาคนหนึ่งที่มีนิสัยเกเร จะสามารถช่วยชีวิต มีส่วนร่วมทำให้เขารอดชีวิตหรือหายจากอาการบาดเจ็บ เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ก็เลยทำมาตลอด อีกอย่างหนึ่งคือเป็นนักกีฬาสูงใหญ่ จะให้ไปรักษาสัตว์เล็กๆคงไม่ไหว จึงคิดว่ามาถูกทางแล้ว เรามีความสุข ครอบครัวรอบข้างก็มีความสุข

    3

    การทำงานในรัฐสภา
                    ทีนี้ทำไปได้ 8 เดือน ก็มีคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา สนใจเรื่องปัญหาช้างในประเทศ แล้วก็อยากหาทางแก้ไขปัญหาช้างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในภาพรวม ด้านนโยบายผู้หลักผู้ใหญ่จะมีแนวทางอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเขาต้องการคนหนุ่มที่มีมุมมองเฉพาะด้าน ซึ่งเราคลุกคลีกับชาวบ้านที่จังหวัดสุรินทร์อยู่แล้ว เราเข้าถึงพูดคุยกับเขาได้ และเขามีความศรัทธาในตัวหมอ กลายเป็นเรื่องง่ายหากเราจะเข้าไปแก้ปัญหาล้วงลึกข้อมูลที่เกี่ยวกับช้าง จึงได้รับคัดเลือกมาอยู่ที่รัฐสภา โดยโอนสังกัดมา การทำงานตอนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ เอาประสบการณ์ที่มีอยู่มาทำ ส่วนที่สองคือ Learning by doing เพราะงานในแนวนี้เป็นแนวใหม่ เราถือว่าเราเป็นตัวแทนของวิชาชีพสัตวแพทย์ที่เข้าไปอยู่ในสภา ช่วยการนำเสนอนโยบาย สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตำแหน่งแรกที่ทำคืออนุกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอนุกรรมการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ไปไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม โดยตำแหน่งสุดท้ายในรัฐสภาคือ ผู้ชำนาญการ ประจำคณะกรรมาธิการ ถือว่าเป็นระดับสูงสุดที่ในระดับของคนนอกที่ไม่ได้เป็นวุฒิสมาชิก ตอนนั้นถ้าพูดถึงตำแหน่งโดยไม่มองหน้า อาจจะคิดว่าเป็นคนที่มีอายุมาก มีประสบการณ์สูง แต่จริงๆผมทำงานไม่กี่ปีเอง อายุประมาณ 24-25 ปีได้

    มุมมองของสมาชิกรัฐสภา
                    ผมเข้าไปอยู่ในรัฐสภา ทุกคนให้เกียรติหมอมาก เพราะเขาติดภาพของหมออาวุโสหลายคน อย่างเขาศรัทธาในหมออลงกรณ์ หมอปานเทพ ก็เลยเป็นผลบุญตกมาถึงเรา แล้วมุมมองของวุฒิสภา เขาจะไม่มองเรื่องคุณวุฒิ วัยวุฒิ เขามองเรื่ององค์ความรู้เฉพาะด้าน เรื่องที่กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าที่จะสร้างผลงาน บนพื้นฐานของการมีคุณธรรมและจริยธรรม เพราะฉะนั้นเขาก็มองว่าเด็กหนุ่มมันมา มันมีไฟแรง มันมีจริยธรรม มันมีความมุ่งมั่น คุณกล้า คุณรู้ในสิ่งที่คุณทำ คุณทำงานกับเราได้ เราเชื่อคุณ นี่คือมุมมองที่ผู้ใหญ่มอง

    4

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับลงภาคสนามอีกครั้ง
                    ความคิดพื้นฐานของผมก็คือ ถ้าเราอยากทำอะไร เราก็จะทำ เพราะเราเกิดมาทีเดียว เลยคิดว่าอยากทำให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าชาตินี้เราเกิดมาเป็นหมอได้ทำดี แต่ชาติหน้าเราก็อาจไม่ได้เป็นหมอก็ได้ ดังนั้นชาตินี้เราอยู่ในสถานะที่เราเป็นหมอ เราก็น่าจะทำในสิ่งที่เราอยากจะทำในวิชาชีพหมอ แต่งานที่เราทำในรัฐสภาเป็นงานเชิงนโยบาย ซึ่งธรรมชาติของเราคือการรักษา เรากำลังรักษาช้างมันๆ ได้บู๊ สนุกสนาน อยู่ดีๆมาใส่สูทผูกไทด์ มาประชุม มันขัดกับความรู้สึกนึกคิดเวลานั้น เลยคิดจะลาออก ก็เปรยๆกับผู้ใหญ่เอาไว้ ซึ่งผู้ใหญ่เขาพอใจในงานของเรา จึงขอให้อยู่ต่อเพราะงานกำลังเดิน ทีนี้ผู้ใหญ่เลยถามว่าแล้วเราคิดว่างานสัตว์ป่าในประเทศไทย อะไรที่มันยังขาด อะไรที่ควรจะมี ผมเลยเสนอว่าจำเป็นที่เราจำเป็นต้องมีหมอสัตว์ป่า (Wildlife Veterinarian) ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา พื้นที่กว้างใหญ่ของเขา เขามีหมอสัตว์ป่า 1,000 คน ทั้งที่ทรัพยากรของเขา ความหลากหลายทางชีวภาพสู้บ้านเราไม่ได้ เลยเอาจุดเน้นตรงนี้ไปเสนอรัฐสภา ซึ่งก็เห็นชอบว่ามีความจำเป็นต้องมีสัตวแพทย์เข้าไปดูแลสัตว์ป่า แต่ทีนี้ก็มีปัญหาว่าแล้วจะหาใครมาทำ เพราะคนไม่มี องค์ความรู้ในต่างประเทศอาจจะมี แต่เราเอามาใช้กับบ้านเราไม่ได้ บ้านเขายาประสิทธิภาพดี พื้นที่เป็นป่าโล่ง ขับเฮลิคอปเตอร์ ขับรถเข้าไปยิงยาสลบสัตว์ได้ ตรงข้ามกับบ้านเราที่เป็นภูเขาเป็นป่าทึบ การทำงานคนละเรื่องกัน ยากลำบากกว่าเยอะ ซึ่งสุดท้ายคนที่ต้องเข้าไปทำก็คือผม จึงกลายเป็นความกดดันอันยิ่งใหญ่ว่าเราพูดไปแล้วนะ ที่เหลือต้องทำให้ได้ตามที่พูด

    WildlifeVeterinarianกับZooVeterinarian
                    “Zoo Veterinarian คือหมอที่ดูแลสัตว์ป่าในกรงเลี้ยง แต่ Wildlife Veterinarian ผมนิยามตัวเองเลยว่าคือสัตวแพทย์ที่ทำงานในพื้นที่อนุรักษ์ บนพื้นฐานของความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์วิทยาและห่วงโซ่อาหาร

    5

    การทำงานในป่า
                    ช่วงแรกๆความพร้อมเรายังไม่มี ก็ได้ความช่วยเหลือจากชมรมสัตวแพทย์สัตว์ป่าและสวนสัตว์แห่งประเทศไทย มาเป็นที่ปรึกษาเป็นตัวช่วยสนับสนุนการทำงานของเรา ทั้งยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เราทำงานได้โดยมีชุดสนับสนุนคือสัตวแพทย์สัตว์ป่าทั้งประเทศ ก็เริ่มทำงานมีความสุขแล้วเพราะจะได้ทำงานเชิงนโยบายด้วย สัปดาห์หนึ่งประชุม 2 วัน ที่เหลือเราก็เข้าป่าไปรักษาสัตว์ป่า ไปดูแลพื้นที่ ไปจัดการสุขภาพสัตว์ป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ เป็นช่วงการทำงานที่มีความสุขที่สุดแล้ว เพราะได้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น  การทำงานของผมก็คือยกโรงพยาบาลเข้าไปหาเขาในป่า เพราะการเอาเขามานอกพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่และสภาพอาหารจะทำให้เขาเกิดความเครียดจนถึงขั้นต่อสู้หรือตาย จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าถ้าหมอถือกระเป๋าใบเล็กๆไปหาเขาที่บ้าน รักษาเสร็จก็ให้เขาพักในบ้าน แต่ทีนี้การทำงานสัตวแพทย์สัญจรในป่าก็เสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวินาที ทั้งการติดโรคต่างๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย พื้นที่ในการทำงานที่ยากลำบาก เป็นไข้มาลาเรียเกือบตายผมก็เคยเป็นมาแล้ว แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะทำงานด้านนี้ ก็ต้องพร้อมเผชิญหน้า ยกตัวอย่างกรณีสัตว์บาดเจ็บ เวลาเข้าไปหาเขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นหมอ เขาดูบัตรไม่เป็น ว่าไอ้นี่มันเป็นหมอนะ มันมาช่วย อย่าไปทำร้ายมัน ยอมให้มันรักษาเถอะ แต่เราเป็นคนมีสมอง เราคิดได้ ว่าทำอย่างไรให้รักษาเขาได้ อยู่ที่ว่าเราจะคิดอย่างไร บางครั้งถูกเตะบ้าง ชนกระแทกบ้าง เราก็ไม่โกรธ เพราะเรารู้เขาทำไปตามสัญชาตญาณ แต่ทั้งนี้เราทำงานต้องวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ ใช้ความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ เราไม่สามารถทำได้ว่าต้องรักษาช้างให้หาย เจ้าหน้าที่จะบาดเจ็บอย่างไรไม่สนใจ รักษาให้หายเอาผลงาน แบบนั้นไม่ใช่ผม

    6

    ประสบการณ์ในป่าที่ประทับใจ
                    เป็นครั้งที่เข้าไปรักษาช้างแล้วเจ้าหน้าที่โดนช้างกระทืบ ช้างตัวนั้นตัวโตประมาณ 6 ตัน ถูกยิงที่ก้น หางขาด ก้นเป็นรู บาดเจ็บหนักมาก กลิ่นเลือดกลิ่นหนองคลุ้ง ตอนเข้าไปเราก็เห็นแล้วว่าช้างตกมัน แต่เราก็ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ไขว้เขวในการทำงาน เลยไม่ยอมบอกเขาว่าช้างตกมัน ส่วนเจ้าหน้าที่เองก็กลัวหมอจะกลัวเหมือนกันก็เลยไม่บอกว่าช้างตัวนี้เคยฆ่าคนตายมาแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีจิตวิทยาเข้าหากัน  ปัญหาแรกที่เจอคือยาสลบใกล้หมด ลูกดอกก็หมด แต่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งวิ่งเสี่ยงเข้าไปดึงลูกดอกจากช้างออกมา ก็เลยเอายาที่เหลือยิงต่อ พอยิงไปแล้วช้างก็ยังไม่ซึม ยังเดินยิ้มไปเรื่อย ผมก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปรักษาทั้งอย่างนั้น เดินรักษาตามก้นช้างจนเสร็จตอนดึก ทีนี้เราคอยดูอาการทุกวัน เราก็เห็นแล้วว่าเขาดีขึ้น พอถึงระยะเวลาเราก็ต้องประเมินผล แต่เมื่ออาการเขาดีขึ้น การระวังตัวก็สูงขึ้น พอจะต้อนเขาออกไปนอกป่า เขาไปเจอเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มอยู่ตรงนั้น ซึ่งเราไม่มีวิทยุสื่อสารกันไม่ได้ เขาเลยหันกลับมาเล่นพวกที่อยู่ในป่า เขายืนซุ่มนิ่งแล้วก็วิ่งมากระทืบ ตอนแรกเขาก็วิ่งไล่ผม ทีนี้มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งวิ่งสะดุดเถาวัลย์ล้ม เขาเห็นก็เลยไปกระทืบคนนั้น ก็กระทืบเอว ไหล่ แต่เจ้าหน้าที่ยังมีสติเลยเบี่ยงตัวหนีไม่ให้กระทืบหัว เจ้าหน้าที่คนอื่นก็ยิงปืนขึ้นฟ้า เขาก็เตลิดหนีไป ความประทับใจที่เกิดขึ้นก็คือ ช้างมีแรงกระทืบแสดงว่ามันหายแล้ว และเจ้าหน้าที่ที่โดนกระทืบก็ไม่โกรธช้าง เข้าใจว่ามันทำไปตามสัญชาตญาณไม่ได้เจตนา เขาพูดกับผมว่า หมอ..ผมจะรีบรักษาตัวให้หายแล้วผมจะเข้าป่าไปรักษาช้างกับหมออีก นี่คือสิ่งที่ประทับใจ

    อนาคตที่วางไว้
                    คิดแบบนักเลงก็คือเลิกทำ สร้างองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายและแนวการทำงานให้หมอคนอื่นทำแล้วเราก็จะเลิก ไปเปิดโรงเรียนสอนบาสเก็ตบอลให้เด็กๆ ทำสิ่งที่เราชอบ เพราะความสำคัญของการทำงานนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนทำ แต่อยู่ที่ว่ามีคนทำหรือเปล่า ก็คงไม่มีใครมาขวางไม่ให้ทำต่อ ผมทำงานมาเหนื่อยก็ท้ออยากพักเหมือนกัน แต่ถ้าเราวางแนวทางให้วิชาชีพรุ่นหลังเขาทำงาน เขาสบายไม่ต้องท้อเหมือนเรา เขาก็สามารถทำได้ตลอดชีวิตของเขา แล้วผมมองว่า Wildlife Veterinarian ผู้หญิงจะทำได้ดีกว่า ไม่ต้องไปบุกป่าฝ่าดง เป็นงานวางแผนเตรียมการหลายๆเรื่อง ซึ่งผู้หญิงละเอียดอ่อน มีความประณีตในตัวอยู่แล้ว จะทำให้งานตรงนี้ชัดเจนขึ้น

                    สุดท้ายหมอล็อตฝากว่า หากบางเหตุการณ์เราท้อ มีคำๆนึงสามารถลบล้างความคิดความท้อได้ คือ ถ้ากูไม่ทำแล้วใครจะทำแล้วเวลาทำอะไรต้องไม่ทำประชด เมื่อไหร่ที่จะทำให้เต็มที่เต็มร้อย ถ้าเต็มพันต้องทำให้เต็มหมื่น แล้วอย่าคิดว่าชีวิตตัวเองเลวร้าย ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เลวร้ายกว่าคุณ อยากให้มองหมอ มองเจ้าหน้าที่ ว่าท้อกว่าเยอะ เพราะถ้าหมอโดนช้างกระทืบตาย ไม่มีใครสร้างอนุสาวรีย์ยกย่อง ไม่มีใครคิดว่าหมอเป็นฮีโร่ มีแต่คนสมน้ำหน้าว่ามาทำอะไรที่นี่ เงินเดือนนิดเดียว แต่เรารู้เองว่าสิ่งที่เราทำมีคุณค่าแค่ไหนเท่านั้นพอ

    7

    ขอขอบคุณ
    นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
    สัตวแพทย์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช