Lotter's profileหมอล็อต,น.สพ.ภัทรพล มณีอ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 23

    ยาชูกำลังใจ

    lot

    จากเด็กชายจอมเกเร ไม่ตั้งใจเรียน ไม่มีเมตตาต่อสัตว์ ในวันนี้ตัวตน น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือ “หมอล็อต” นายสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของประเทศไทย และนายสัตวแพทย์ประจำส่วนศึกษาและวิจัยอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตรงกันข้ามจากเมื่อครั้งอดีตโดยสิ้นเชิง
     
    น.สพ.ภัทรพล ย้อนชีวิตในวันวานว่า เกเรตั้งแต่เรียนชั้นประถม ทั้งชกต่อย ยกพวกตี ไม่สนใจการเรียน แต่ไม่เกี่ยวข้องยาเสพติดและชู้สาว และแล้วจุดพลิกผันของชีวิตเกิดขึ้นเพราะความอยากรู้ว่า การเรียนและการเล่นกีฬาสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่ เพราะได้ยินรุ่นพี่ที่เรียนแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พูดว่าเรียนหนักต้องเลิกเล่นกีฬา ด้วยความเป็นคนรักกีฬาบาสเกตบอลมาก จึงเลือกเรียนสัตวแพทย์ เพียงเพื่อแค่ต้องการพิสูจน์คำพูดนั้น

    “ทั้งที่ไม่รู้ต้องเรียนและทำอะไรบ้างรู้เพียงว่าสัตว์พูดไม่ได้ การเรียนคงยากกว่าเป็นหมอรักษาคน เมื่อคนรอบข้างรู้พากันหัวเราะ เพราะผมไม่มีความเมตตาสัตว์ ไม่รักสัตว์ คนหัวเราะใส่ ผมก็หัวเราะตาม ไม่บอกให้รู้ถึงเจตนารมณ์ที่ตั้งใจ คิดมุ่งมั่นลึกๆ ว่า “จะเป็นหมอ และวันหนึ่งคนต้องเรียกหมอล็อต” อยู่ในใจ”
    เมื่อเข้าเรียนเรื่องกายวิภาคต้องผ่ากบ ผ่าสุนัข  ความคิดน.สพ.ภัทรพล จึงเริ่มเปลี่ยนว่าชีวิตหนึ่งสละชีวิตให้ชีวิตหนึ่งเรียนรู้เพื่อไปรักษาอีกหลายชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ แต่หลายสิ่งที่ซึมซับระหว่างเรียน ยังไม่ชัดเจนเท่าเหตุการณ์ที่ได้สัมผัสเอง โดยทุกปิดเทอมมีการฝึกงาน ส่วนตัวคิดว่าหากจบทำหน้าที่เต็มตัวเพื่อนไม่สามารถช่วยได้ จึงออกฝึกงานคนเดียว ซึ่งการฝึกงานแต่ละแห่งต้องมีบาสเกตบอล เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกปิดเทอมมีรายการแข่งขันในต่างจังหวัด แต่ละแห่งขอยืมตัวลงเล่น ครั้งที่รู้สึกประทับใจมากมีการแข่งขันที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้เล่นบาสเกตบอล พร้อมฝึกงานและท่องเที่ยวชมธรรมชาติ

    lott

    น.สพ.ภัทรพลเล่าว่าไปถึงพื้นที่เข้าหาผู้ใหญ่บ้าน เพื่อบอกให้ทราบว่าเป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ ลงมาฝึกงาน ขอกางเต็นท์พักตรงข้างริมลำธาร ถ้าลูกบ้านมีสัตว์เลี้ยงไม่สบายให้นำมารักษาได้ ทุกครั้งที่ออกฝึกงานในกระเป๋าเป้นอกจาของใช้ส่วนตัว ต้องมีรองเท้าบาสเกตบอล ถุงเท้า ชุดกีฬา ตำราเรียน เข็มฉีดยา ยา และเวชภัณฑ์ ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ลูกบ้านทราบ และในคืนหนึ่งมีคุณยายนำสุนัขพันธุ์อัลเซเชียลถูกยิงที่ขามารักษา ซึ่งคุณยายมีน้ำใจตอบแทนชวนไปนอนที่บ้านและทำอาหารให้กิน รู้สึกภูมิใจเพราะได้ใช้วิชาชีพจริงๆ ได้ทบทวนวิชาความรู้ที่เรียนมา และเมื่อบอกว่าอยากเที่ยวชมธรรมชาติ ชาวบ้านพาไปเที่ยวในที่ๆ นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าไม่ถึง

    “อีกครั้งมีลุงหูหนวกอยากขายวัวที่ผอมซูบซีด ผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยไปรักษาวัวเพื่อขายได้ราคา ถึงวันที่ผมเดินทางกลับลุงวิ่งตามรถที่ผมนั่ง ยื่นเศษเหรียญบาทและแบงก์ยับยู่ยี่ที่กำในมือเป็นค่ารักษา ผมบอกว่าไม่คิดให้นำเงินไปรักษาหู มาคราวหลังต้มไก่ให้ผมกินแล้วกัน สักระยะพี่ที่รู้จักโทรศัพท์บอกว่า วัวตัวนั้นขายได้ราคากว่า10, 000 บาท จากเดิมตัวละ 7,000-8,000 บาท และลุงนำเงินไปรักษาหูจนอาการดีขึ้น”

    “รู้สึกว่า การเดินทางโดยเจตนาดี ไม่คาดหวัง ส่งผลให้คนๆหนึ่งมีความสุข จึงคิดว่าตัวเรามีค่า อยู่ในเมืองไม่มีคุณค่าในสายตาใครๆ ทว่าอยู่ตรงนั้นเรามีคุณค่ามาก ทุกวันนี้เวลาป่วยพยายามดูแลตัวเองอย่างดี เพราะชีวิตเรามีค่าต่ออีกหลายชีวิต ภูมิใจแต่ไม่เหลิง มาถึงจุดนี้ได้มีคนเดินเคียงข้าง ผู้ร่วมงานสนับสนุน ให้กำลังใจ อยากให้รู้ระลึกถึงเสมอ และวันนี้พิสูจน์แล้วว่าการเรียน กีฬาไปด้วยกันได้และมากกว่านั้นการเรียน กีฬา งานไปด้วยกันได้ดีมาก กีฬาทำให้แข็งแรง รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย สามารถนำมาปรับใช้ในงานได้”