Lotter 的个人资料หมอล็อต,น.สพ.ภัทรพล มณีอ...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


3月4日

Dr Lott@Bngkokpost

Walk on the wild side

Meet 'Dr Lott', wildlife vet

Story by   KRITTIYA WONGTAVAVIMARN
(BangkokPost, Mar-04-08)
 

bkkpost
 

Story by KRITTIYA WONGTAVAVIMARNIt took Pattarapol Maneeorn five days trekking through the jungle in Chanthaburi province to find a 65-year-old wild elephant stuck in mud. By the time the wildlife vet arrived, the animal was breathing slowly, his eyes showing his fatigue; his heart, left lung and kidney were being pressed down on by his six-tonne body.

5 วันแล้วที่ภัทรพล มณีอ่อน ต้องเดินทางอย่างยาวนานและยากลำบากในป่าทึบ ที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อตามหาช้างป่าอายุ 65 ปี ที่ติดหล่มโคน กว่าสัตวแพทย์สัตว์ป่าจะมาถึง ลมหายใจช้า ๆ และแววตาก็แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยล้า หัวใจ ปอด ไต ของเจ้าช้างถูกกดทับด้วยร่างขนาด 6 ตัน

Given medicine and doses of vitamins, the elephant became a little stronger. Three days later, a group of soldiers and local villagers tried to haul the creature from the mud. He groaned noisily, trying to lift himself up. Finally he was able to stand on his hind legs, one last time, before he fell dead to the ground.                ดูเหมือนว่าเจ้าช้างจะมีอาการดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากได้รับยาและวิตามิน หลังจากนั้น 3 วันกลุ่มของทหารและชาวบ้านพยาพยามช่วยกันดึงช้างขึ้นจากโคน เจ้าช้างส่งเสียงร้องครวญคราง แต่ในที่สุดมันก็สามารถยืนได้ด้วยขาของมันเอง ไม่นานมันก็ได้ตายลงบนพื้นดิน

"He had been waiting for me for so long. And it was too late to nurse him back to health.
            
มันสายเกินไปที่จะดูแลรักษาเขา เขารอคอยผมนานเกินไป

"But I couldn't get there any faster, I just couldn't," Pattarapol admitted, his eyes hidden behind black sunglasses. Before his arrival, he was treating a wounded Indian muntjac deer in Kao Yai, about 250km away.
             แววตาของเขาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแว่นกันแดด เขากล่าวยอมรับว่าที่เขาไม่สามารถมาถึงที่นั้นได้โดยเร็วเนื่องจากก่อนหน้านี้เขาติดหลังรักษากวางที่บาดเจ็บอยู่ที่เขาใหญ่ซึ่งห่างออกไป 250 กิโลเมตร มันไม่ยุติธรรมเลย

Wild animals do not show signs of weakness or injury if not severely injured. And at that time the elephant didn't need the most skilful vet, just the quickest to arrive to save his life. But, what if there is only one vet. How can he save every life? How can he always arrive on time? "It's impossible," he said.                สัตว์ป่าจะไม่ปรากฏตัวให้เห็นถ้าบาดแผลไม่รุนแรง ณ เวลานั้นช้างไม่ได้ต้องการหมอที่เก่งแต่ต้องการหมอที่มาถึงเร็วทีสุดเพื่อรักษาชีวิตของเขา แต่ในเมื่อมีสัตว์แพทย์สัตว์ป่าเพียงคนเดียวจะรักษาทุกชีวิตได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ เขากล่าว

For five years, Pattarapol has been the only vet working with Dr Songtam Suksawang, director of the National Park Research Division of the Wildlife and Plant Conservation Department, and Dr Samart Sumanochitraporn, director of the department's Wildlife Conservation Office. It's not an easy task, and for Pattarapol, aka "Dr Lott", it's not something to be proud of, he said.                 กว่า 5 ปีแล้วที่เขาต้องทำงานเพียงลำพังร่วมกับดร.ทรงธรรม สุขสว่าง ผอ.ส่วนศึกษาและวิจัยอุทยาน กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและ ดร.สามารถ สมุโนจิตราภรณ์ ผอ.สำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่า มันไม่ใช่งานง่ายเลยสำหรับภัทรพลหรือ “หมอล็อต” มันไม่ใช่อะไรที่น่าภาคภูมิใจเลย เขากล่าว

"My life sucks," laughed the 28-year-old. "The ideal life is like wearing a black tie, driving a fancy car, going to the movies, working out at the gym and being a good breadwinner, a good husband and a good father. In my life, however, fixed working hours don't exist. My clothes always get wet and messy in mud. My office is in the jungle. And my patients are wild animals. See? My life sucks."  
           
“ชีวิตบัดซบ” (55+) ในวัย 28 ปี ผมมีความคิดที่จะใส่สูทผูกไทด์ ขับรถที่เขาชอบ ไปดูหนัง เลิกงานแล้วไปออกกำลังกาย เป็นผู้นำครอบครัวที่ดี สามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี แต่บ่อยที่เสื้อผ้าของผมยังคงเปรื้อนโคน ห้องทำงานของผมคือป่า และคนไข้ของผมคือสัตว์ป่า เห็นไหมว่าชีวิตผมมันบัดซบ

bkkpost2

But in his so-called "crappy life", he has helped save hundreds of lives, including elephants, bulls, tigers, warthogs, barking deer, boas and gibbons.
             แต่กว่าร้อยชีวิตที่เขาได้ช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็น ช้าง กระทิง เสือ กวาง งูเหลือม ชะนี

Being a wild animal vet is not just about how to handle wildlife, but also emphasizes both animal and human safety. Pattarapol has travelled to remote corners of the country to monitor the health of domestic animals and local wildlife. His duties include wildlife disease diagnosis, prevention and response in 16 conservation areas in Thailand, as well as managing the potential risk of new and emerging diseases that can pose risks to the health of people and animals, wildlife conservation and economic productivity.
            การมีชีวิตอยู่ของเขาไม่ได้ดูแลแค่สัตว์ป่า แต่เขายังให้ความสำคัญไปถึงความปลอดในมุนษย์และสัตว์อีกด้วย นานมาแล้วที่เขาได้เดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลพร้อมทั้งให้การดูแลรักษาสัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่าในท้องถิ่น ความรับผิดชอบของเขายังรวมไปถึง การวินิจฉัยโรคของสัตว์ป่า การป้องกันใน16พื้นที่อนุรักษ์ในไทย การเฝ้าระวังการเกิดโรคใหม่ที่จะมีความเสี่ยงต่อคน สัตว์ สัตว์ป่าอนุรักษ์

It is not all about vaccinating dogs and bandaging cats. Rather, a wild animal vet has to work in the fields of prevention, control and eradication of diseases and other health problems in wildlife and people, he explained. Every species behaves differently, so learning and understanding a conscientious approach to handling wildlife is crucial. Loving animals is not the point, but you have to show care and respect for the animals you are treating.
            มันไม่ใช่แค่การฉีดวัคซีน พันแผล ให้กับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น สัตว์แพทย์สัตว์ป่าอย่างเขาต้องทำงานในพื้นที่คอยป้องกัน ควบคุม กำจัดโรคภัย ปัญหาสุขภาพสัตว์ป่า และคน จากประสบการณ์ของเขาสัตว์ทุกสายพันธุ์ มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เข้าใจในพฤติกรรมและรอบครอบในการปฏิบัติต่อสัตว์ป่า ความรักสัตว์ไม่ใช่จุดสำคัญ แต่คุณต้องแสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่กับสัตว์ที่รักษา

Pattarapol said he did not start off as an animal lover. Being a vet was not a childhood dream either. "It's not in my nature to 'meow' at kittens, or pat a dog on the head, you know. If anyone asks me what I do, I always say I'm a basketball player. Man, basketball is my passion," said the 1.86m tall basketball enthusiast.
            
เขากล่าวกว่า “ผมไม่ได้รักสัตว์ และการเป็นสัตวแพทย์ไม่เคยอยู่ในความฝันวัยเด็กของผมเลย” หากมีใครมาถามผมว่าผมทำอะไร ผมจะตอบว่า “ผมเป็นนักบาสเกตบอล” ผมหลงใหลคลั่งไคล้ในบาสเกตบอล 

In his youth, Pattarapol was very different: He enjoyed fighting, getting drunk and skipping school. The turning point in his life was when he decided to study veterinary medicine at Mahanakorn University of Technology on an athletics scholarship.
            ในวัยเด็กของเขาแตกต่างจากวันนี้มาก เขาสนุกกับการต่อสู้ การดื่ม การโดดเรียน และจุดหักเหที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าเรียนด้านสัตวแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพราะได้รับโควตานักกีฬา

His reasoning was simple: "Many of my basketball friends quit playing when they were in college. I wanted to prove that academic and extra-curricular activities like athletes could go together," he said. "And I loved the challenge. I thought studying veterinary medicine must be really, really difficult and challenging, since the patients can't talk. All my friends laughed at me. But I just went for it. Who cared?" 
          เขาให้เหตุผลว่า “หลายคนต้องเลิกเล่นบาสเกตบาสเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และผมต้องการพิสูจน์ว่าการเรียนและการทำกิจกรรมสามารถทำควบคู่กันได้” และผมก็รักความท้าทาย การเรียนสัตว์แพทย์นั้นยากและท้าทายเพราะว่าสัตว์ไม่สามารถพูดกับเราได้ เพื่อนของฉันต่างหัวเราะฉัน แล้วถ้าฉันไม่ทำแล้วใครจะทำ

During his college days, when he was learning how to tend to sick or injured animals, Pattarapol was inspired by the extraordinary dedication and hard work in the field of wildlife conservation of Alongkorn Mahannop, a well-known elephant vet, and Sueb Nakasatian, the former head of the Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary, who committed suicide by shooting himself, focusing public attention to the plight of Thailand's forests and wildlife.
            ตลอดเวลาที่เรียนในมหาวิทยาลัย เขาได้เรียนรู้วิธีการดูแลสัตว์ป่วยและได้รับบาดเจ็บ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากการอุทิศตนทำงานของ น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ และ สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ได้ยิงตัวตายเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า

"I watched their work on television and it was like 'Wow!', anaesthetising wild animals and providing them veterinary care were no easy tasks. I wondered how Alongkorn could handle such giant creatures. I wondered why Sueb Nakasatian helped the drowning deer by himself, with no one to help. I wondered who those guys were, and I wondered if I could help with their work," he recalled.
            
“ผมได้ดูพวกเขาผ่านทางโทรทัศน์ มันน่าตื่นเต้นกับการจัดเตรียมอุปกรณ์รักษาสัตว์ การยิงยาสลบ นั้นไม่ง่ายเลย ผมประหลาดใจที่ได้เห็นการทำงานของ น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ กับการจัดการสัตว์ขนาดใหญ่ ได้เห็นสืบ นาคะเสถียรต้องวาดรูปกวางด้วยตนเอง ไม่มีใครช่วยพวงกเขาเลย และถ้าผมสามารถช่วยพวกเขาได้คงจะดี” เขากล่าว

Hailing from Surin, the northeastern province well-known for its elephants, Pattarapol chose to spend his internship in elephant camps in his hometown and other rural areas. Working in the forest for days, weeks or months was not easy, he admitted. Years of hard work with wild animals, however, have taught him to live a life of service despite the difficulties involved.
             ด้วยความที่มีพื้นเพเป็นคนสุรินทร์ จังหวัดที่ได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงเรื่องช้าง เขาจึงเลือกไปฝึกงานในค่ายช้างที่บ้านเกิดของเขาเองและในพื้นที่ชนบทอื่นๆ เขายอมรับว่าการทำงานอยู่ในป่าเป็นวันๆ เป็นอาทิตย์ๆ เป็นปีๆ นั้นไม่ง่ายเลย แต่ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทำงานกับสัตว์ป่านั้นได้สอนให้เขารู้จักใช้ชีวิตในแบบที่ยากลำบาก

"Elephants often kick me," he laughed. "I'm not mad at them, though. I've learned that it's difficult to tame wild animals ... their instincts are really strong. But many times I see their ears flap gently and they let me give them an injection. I realise that if you do things for others with good intentions, and with no expectation of receiving anything in return, things will run smoothly and easily," he said. 
            “ผมโดนช้างเตะประจำเลย” หัวเราะ “แต่ผมไม่โกรธมันหรอก เพราะการทำให้สัตว์ป่าเชื่องน่ะมันยาก มันเป็นสัญชาติญาณของสัตว์ แต่หลายครั้งผมก็เห็นนะว่ามันจะขยับหูให้ เป็นสัญญาณว่ายอมให้ผมฉีดยา มันทำให้ผมรู้ว่าการที่เราทำอะไรเพื่อใครด้วยความตั้งใจดีและโดยไม่หวังผลตอบแทนน่ะก็จะทำให้อะไรๆมันง่ายขึ้นเอง

With skill and a lot of experience capturing and restraining large wild animals, Pattarapol has worked with elephants and other animals when they need to be examined or when they need to be handled. If animals are hurt, he cleans their wounds, sews them up and gives antibiotics to help fight off infection.
            จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การจัดการกับสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เขาจึงมักจะได้ร่วมรักษาและวินิจฉัยอาการของช้างและสัตว์อื่นๆ เมื่อสัตว์ได้รับบาดเจ็บ เราก็จะทำความสะอาดบาดแผลให้มัน เย็บแผลให้มัน แล้วก็ให้ยาปฏิชีวนะ

As well as providing veterinary care for wild animals, Pattarapol tries to encourage the participation of local people in wildlife protection, spreading knowledge of the human impact on the environment and promoting the sustainable use of natural resources.
            เขายังมีส่วนในการกระตุ้นชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่า ให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการรักษาธรรมชาติควบคู่ไปกับงานรักษาสัตว์อีกด้วย

Burying dead wild animals is always organised with the participation of local villagers, he said. "I want to raise awareness among local people that the death of wild animals is a big deal and local people should take responsibility.
            “การฝังศพสัตว์ป่าแต่ละครั้งนั้นมักจะได้รับความสนใจจากพวกชาวบ้าน ผมจึงต้องการทำให้พวกเขารู้ว่าการตายของสัตว์ป่านั้นเป็นเรื่องใหญ่และมันเป็นหน้าที่ที่ชาวบ้านต้องมีส่วนช่วยกันรับผิดชอบ”

"While healthy ecosystems that support rich biodiversity are mandatory to ensure the well-being of present and future generations, the numbers of wild animals are dwindling quickly from human actions. An imbalance in the ecosystem makes it very difficult for wildlife to survive," he added.
             ในขณะที่มนุษย์ได้รับการรองรับความเป็นอยู่ที่ดีจากระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ จำนวนของสัตว์ป่านั้นกลับลดลงอย่างรวดเร็วจากน้ำมือของมนุษย์เอง ความไม่สมดุลทางธรรมชาติเช่นเองที่นี้ทำให้สัตว์ป่ามีโอกาสรอดชีวิตได้ยากขึ้น

"But it's necessary that we're all aware that these habitats are important to our lives and communities, so we all have to protect them," he said. 
                "มันเป็นสิ่งจำเป็นนะที่เราควรจะตระหนักถึงว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็มีความสำคัญต่อชีวิตและชุมชนของเรา เราควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์พวกเค้า"

Pattarapol believes that people are no different from other animals in terms of their basic needs for survival. "But apparently we think too highly of our own species and think that we are better than other living things. 
            เขาเชื่อว่ามนุษย์เรานั้นไม่ได้แตกต่างไปจากสัตว์อื่นๆเลยในเรื่องของความต้องการการอยู่รอด แต่เรามักจะคิดถึงตัวของเราเองมากเกินไป เราชอบคิดว่ามนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆ

"That's why animals living in the wild are always victims of human exploitation ... being shot or trapped. Some villagers release domestic farm animals into forest areas in search of food, and that can lead to the transmission of disease from livestock to wildlife, and potentially from animals to humans," he said.   
               นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมสัตว์ป่าจึงมักจะตกเป็นเหยื่อของการหาผลประโยชน์ของมนุษย์ ไม่โดนยิงก็โดนกักขัง ชาวบ้านบางคนก็ปล่อยสัตว์จากในฟาร์มเข้าไปหากินในพื้นที่ป่า ซึ่งนั่นน่ะจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคจากปศุสัตว์ไปสู่สัตว์ป่า แล้วก็อาจจะส่งต่อไปยังมนุษย์ได้อีกด้วย”


"It's a wildlife vet's responsibility to prevent and improve responses to diseases that may threaten or impact wildlife, agriculture and human health in the future."
             มันเป็นหน้าที่ของหมอสัตว์ป่าที่ต้องดูแลป้องกันโรคเหล่านั้นเพื่อไม่ให้มาคุกคามสัตว์ป่า การเกษตรกรรม และมนุษย์

            When Pattarapol is not handling and caring for wild animals, he gives courses on how to handle them for veterinary students at many local universities, and he is looking forward to seeing a new generation of wild animal vets. 
             เวลาที่เขาไม่ได้ไปรักษาสัตว์ เขาก็จะไปบรรยาย ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการดูแลสัตว์ป่าในมหาวิทยาลัยต่างๆ และเขาก็มีความหวังที่จะได้เห็นคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นหมอสัตว์ป่าในอนาคต 

             "Even if I successfully treat a wounded deer or a sick elephant, my work is not done. I want to make this profession easy for a new generation of vets. To be the only one carrying a medicine kit, for me, is not cool. It's better to work as a team, so you can have time to appreciate wildlife and enjoy the mountains. And if you're not working alone, it means that more sick animals can be saved." 
             “แม้ว่าผมจะรักษาสัตว์ได้สำเร็จ แต่ผมก็ถือว่างานของผมยังไม่จบ ผมอยากจะทำให้งานนี้มันง่ายขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไปที่จะมาเป็นแบบผม การเป็นหมอสัตว์ป่าคนเดียวสำหรับผมแล้วมันไม่ได้เท่เลย มันคงจะดีกว่าถ้าเราได้ทำงานเป็นทีม และถ้าหากคุณไม่ได้ทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว นั่นหมายความว่าสัตว์ที่บาดเจ็บอีกมากมายก็จะได้รับการช่วยชีวิต”

 

 

 

3月3日

ลูกช้างพลัดหลงที่เขาชะเมา[หนูชบาแก้ว]

MNewsImages_20566

--หนูชบาแก้ว--

 สัตวแพทย์ให้น้ำเกลือและยาลูกช้างป่า Date:03-03-2551|11:25น.
                ส่วนแผลเน่าที่หาง เจ้าหน้าที่ยังหวังว่าจะรักษาให้หายได้ โดยที่ไม่ต้องตัดหางทิ้ง กว่า 10 วันแล้ว ที่ลูกช้างป่าเพศเมีย อายุ 1 เดือนเศษ ยังรักษาตัวภายในหน่วยพิทักษ์ป่าสีระมัน อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง บาดแผลตามลำตัวแห้งสนิท เหลือเพียงส่วนหางที่พบแผลเน่าถึงกระดูกอ่อน     นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะบำรุงร่างกายเพื่อรักษาชีวิตลูกช้างไว้ก่อน … (เสียง นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน, สัตวแพทย์ประจำอุทยานแห่งชาติ)

สัตวแพทย์ยื้อตัดหางลูกช้างป่า Date : 03-03-2551 | 05:30
                ช่วงบ่ายวันนี้ คณะสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้าตรวจบาดแผลเน่าบริเวณส่วนหางของลูกช้างป่า เพศเมีย วัยประมาณ 1 เดือน ซึ่งพบส่วนหางใกล้ขาด และบริเวณโคนหางมีแผลลึกถึงกระดูกอ่อน จึงได้ฉีดยาปฏิชีวนะและยากันบาดทะยัก โดยกำชับเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าสีระมัน อ.เขาชะเมา จ.ระยอง เฝ้าดูแลห้ามแปลงไต่ตอม นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า แผลบริเวณปลายหางคงต้องปล่อยให้เปื่อยและหลุดไปเอง ส่วนที่โคนหาง จะรอดูบาดแผลไปอีกระยะ หากยังรักษาไม่หายและลุกลามก็จำเป็นต้องตัดทิ้ง

 ลูกช้างป่าที่พลัดตกเขาอาจต้องตัดหาง Date : 01-03-2551 | 17:30 น.
                เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้ว ที่ลูกช้างป่าเพศเมีย อายุ 1 เดือนเศษ พลัดหลงจากแม่และตกเขาห้อยหัว อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ยังคงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จากเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่า"สีระมัน" โดยบาดแผลฟกช้ำและถลอกตามลำตัวหายดีเป็นปกติ ยังเหลือเพียงบาดแผลที่หาง ซึ่งเริ่มเน่าและมีหนอนชอนไชไปจนถึงกระดูกอ่อน นายพิทักษ์ ยิ่งยง หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่า สีระมัน เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ สัตวแพทย์ จะเข้าไปดูบาดแผลอีกครั้ง และอาจต้องตัดหางทิ้ง เพื่อไม่ให้ลุกลาม ขณะที่ลูกช้างยังแข็งแรงร่าเริง และกินนมได้ตามปกติ

 พร้อมส่งลูกช้างคืนสู่ป่า Date : 24-02-2551 | 19:00 น.
                เมื่อคืนนี้ ชาวบ้านตำบลห้วยทับมอญ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ยังเห็นรอยเท้าโขลงช้างอยู่บริเวณรอบหมู่บ้าน ทำให้พืชสวนที่ปลูกไว้ ได้รับความเสียหาย ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าสีระมัน ให้เข้าไปตรวจสอบ ชาวบ้านเปิดเผยว่า ได้เตรียมป้องกันโขลงช้างป่าเข้ามาทำอันตราย ด้วยการนำแผ่นเหล็กไปแขวนไว้ และตีให้เกิดเสียงดัง เพื่อให้โขลงช้างตกใจและหนีไป . (เสียง ชาวบ้าน ต.ห้วยทับมอญ) ขณะนี้ ลูกช้างป่าเพศเมีย วัย 1 เดือนเศษ ที่พลัดหลงกับแม่ช้างและเจ้าหน้าที่ได้นำมาช่วยเหลือรักษาอาการบาดเจ็บ มีอาการดีขึ้น เหลือเพียงบาดแผลที่ปากและสะโพกขวา พร้อมที่จะส่งคืนสู่ป่าแล้ว เจ้าหน้าที่ได้คอยเฝ้าสังเกตว่าเมื่อไหร่แม่ช้างมาส่งเสียงตามหาลูก ก็จะปล่อยลูกช้างไปทันที

 จ้าหน้าที่เฝ้าระวังลูกช้างติดเชื้อ Date : 22-02-2551 | 11:25 น.
               
ลูกช้างป่าเพศเมีย วัยประมาณ 1 เดือนเศษ ยังคงได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าสีระมัน อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาบาดแผลตามลำตัวที่เกิดจากการพลัดตกลงเขาห้อยหัว หมู่ 8 ต.ห้วยทับมอญ เมื่อหลายวันก่อน อาการโดยทั่วไปแข็งแรง และเป็นมิตรกับเจ้าหน้าที่ ที่นำนมไปให้ดูด หลังจากที่ข่าวการช่วยลูกช้างป่าแพร่กระจาย ทำให้มีชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่แห่เข้าไปดูความน่ารัก บางคนก็ใช้มือลูบคลำ ซึ่งลูกช้างก็ไม่ได้ตื่นกลัว
                นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ขณะนี้แปลตามลำตัวบางจุดเริ่มแห้งและตกสะเก็ดบ้างแล้ว อาการโดยทั่วไปจึงไม่น่าวิตก แต่สิ่งที่กังวลคือ แผลที่ยังไม่แห้งอาจติดเชื้อจากการสัมผัสคนได้ง่าย และจะลามไปสู่การเป็นบาดทะยักได้ 
 

 

2月19日

บทสัมภาษณ์จาก"Petmania Magzine"

“Life to Live ชีวิตมีไว้ให้ใช้ของหมอล็อต ภัทรพล มณีอ่อน

01

เขาเคยเป็นเด็กเกเรยกพวกตีกัน
เขาเคยเล่นบาสเก็ตบอลให้สโมสรธนาคารกรุงเทพ
เขาเคยคิดเป็นหมอรักษาคนแต่เพราะคนพูดได้จึงรักษาสัตว์
เขาคือ สัตวแพทย์สัตว์ป่าคนเดียวในประเทศไทย
เขาคือ นายสัตวแพทย์ภัทรพล  มณีอ่อน
         
คอลัมน์ VIP ฉบับเดือนแห่งความรักได้รับเกียรติจากนายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
สัตวแพทย์สัตว์ป่าประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
มานั่งคุยสบายๆถึงหน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัวและทัศนคติในการดำรงชีวิต
คุณผู้อ่านมั่นใจได้เลยว่าผู้ชายวัย
28 ปี คนนี้ น่าสนใจกว่าภาพที่เห็นเป็นไหนๆ

แนะนำตัว
                แรกเกิดเลยนะผมชื่อ ล็อตเตอรี่ ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อจนเป็นชื่อปัจจุบันคือภัทรพล ด้วยความที่พ่อเป็นตำรวจจึงโยกย้ายที่อยู่บ่อย ผมเกิดที่สุรินทร์แต่ย้ายไปนครศรีธรรมราช 11 ปีกว่าจะได้กลับมาสุรินทร์อีก ช่วงวัยรุ่นเป็นเด็กเกเร แต่ก็เป็นเด็กติดกีฬาบ้าเล่นบาสเก็ตบอล พอถึงตอนจะเข้ามหาวิทยาลัยก็คิดว่าทำไมพี่ที่โรงเรียนเล่นกีฬาเก่งๆเข้าคณะวิศวะฯได้ เข้าคณะแพทย์ฯได้ พอเรียนแล้วหนักมากเลยเหรอถึงต้องเลิกเล่นกีฬา จึงเกิดเป็นคำถามในใจขึ้นว่าจริงหรือเปล่า รู้สึกว่าอยากจะแสดงให้คนเห็นว่าการเรียนกับการเล่นกีฬาไปด้วยกันได้
ก่อนจะเลือกเรียนสัตวแพทย์ตอนนั้นรู้จักแต่หมอ รู้ว่าเรียนหมอมันยากเลยอยากจะเรียนให้จบแล้วเล่นกีฬาให้ดู แต่ทีนี้มาพิจารณาว่าเป็นหมอรักษาคน คนก็พูดได้ แต่สัตว์มันพูดไม่ได้น่าจะยากกว่า เลยตกลงเลือกเรียน ตอนนั้นก็ติดโควต้านักกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ได้สองสามวันก็ลาออก เพราะมันมีเงื่อนไขต้องเล่นต้องซ้อมให้มหาวิทยาลัย ทำให้อาจจะไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับสโมสร(สโมสรธนาคารกรุงเทพ)  พอดีกับว่าทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเปิดรับโควต้านักกีฬา เลยตัดสินใจไปเรียนที่โน่นดีกว่า เพราะไม่ได้มองว่าสถาบันมีความต่างระหว่างรัฐกับเอกชน แต่มองว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตเพื่อช่วยชีวิตสัตว์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณภาพการเรียนรู้ไม่ต่างกัน
หลังจากนั้นก็เลยได้เล่นกีฬาไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งมันเป็นงานที่ยากและหนัก ต้องขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่คอยช่วยเหลือ คอยสรุปเนื้อหาให้

2

จุดเริ่มที่อยากเรียนเพื่อเอาชนะสู่โลกแห่งการทำงานจริง
                ตอนนั้นจบแล้วมีคำถามตามมาว่าถ้าพ่อแม่เราเจ็บป่วยใครจะดูแล ที่บ้านหมาก็ไม่ได้เลี้ยง ญาติพี่น้องป่วยเราก็ดูแลไม่ได้ แล้วเราจะเป็นหมอสัตว์ไปทำไม เลยคิดว่าจะเรียนต่อหมอหลังจากเรียนจบ สมัครไปแล้วด้วยนะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ เพราะมาคิดดีๆอีกทีในช่วงที่เราฝึกงานบุคลากรที่ดูแลรักษาช้างยังน้อย ช่วงที่เรียนก็มีไอดอลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหมออลงกรณ์ หมอปานเทพ กลายเป็นแรงบันดาลใจว่าขั้นแรกเราน่าจะทำตรงจุดนี้มากกว่า เราเห็นว่าบุคลากรเรามีเกียรติ มีคุณค่า เป็นวิชาชีพที่มีความเสียสละค่อนข้างสูง เราน่าจะไปแบ่งเบาภาระของบุคคลเหล่านี้บ้าง เรื่องตัวเองเอาไว้ก่อน เลยยกเลิกเรียนหมอ มาเป็นหมอรักษาช้างบ้าน ที่สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด

ความรู้สึกที่มีต่องานแรก
                ช่วงนั้นทำงานสนุกมาก ได้รักษาช้างเป็นรถเคลื่อนที่ไปตามหมู่บ้าน แต่ละวันเป็น 10 เชือก สูงสุดถึง 40 เชือก ได้เข้าไปในป่า ไปในพื้นที่ไปหาช้าง ถึงแม้ว่าการทำงานในช่วงนั้นจะได้ค่าตอบแทนไม่เยอะเมื่อเทียบกับเพื่อนหมอด้วยกัน แต่สิ่งที่เราได้รับคือความสบายใจ ความอิ่มเอิบใจกับสิ่งที่เราทำ เพราะเราไม่คิดว่าคนคนหนึ่ง เด็กธรรมดาคนหนึ่งที่มีนิสัยเกเร จะสามารถช่วยชีวิต มีส่วนร่วมทำให้เขารอดชีวิตหรือหายจากอาการบาดเจ็บ เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ก็เลยทำมาตลอด อีกอย่างหนึ่งคือเป็นนักกีฬาสูงใหญ่ จะให้ไปรักษาสัตว์เล็กๆคงไม่ไหว จึงคิดว่ามาถูกทางแล้ว เรามีความสุข ครอบครัวรอบข้างก็มีความสุข

3

การทำงานในรัฐสภา
                ทีนี้ทำไปได้ 8 เดือน ก็มีคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา สนใจเรื่องปัญหาช้างในประเทศ แล้วก็อยากหาทางแก้ไขปัญหาช้างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในภาพรวม ด้านนโยบายผู้หลักผู้ใหญ่จะมีแนวทางอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเขาต้องการคนหนุ่มที่มีมุมมองเฉพาะด้าน ซึ่งเราคลุกคลีกับชาวบ้านที่จังหวัดสุรินทร์อยู่แล้ว เราเข้าถึงพูดคุยกับเขาได้ และเขามีความศรัทธาในตัวหมอ กลายเป็นเรื่องง่ายหากเราจะเข้าไปแก้ปัญหาล้วงลึกข้อมูลที่เกี่ยวกับช้าง จึงได้รับคัดเลือกมาอยู่ที่รัฐสภา โดยโอนสังกัดมา การทำงานตอนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ เอาประสบการณ์ที่มีอยู่มาทำ ส่วนที่สองคือ Learning by doing เพราะงานในแนวนี้เป็นแนวใหม่ เราถือว่าเราเป็นตัวแทนของวิชาชีพสัตวแพทย์ที่เข้าไปอยู่ในสภา ช่วยการนำเสนอนโยบาย สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตำแหน่งแรกที่ทำคืออนุกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอนุกรรมการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ไปไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม โดยตำแหน่งสุดท้ายในรัฐสภาคือ ผู้ชำนาญการ ประจำคณะกรรมาธิการ ถือว่าเป็นระดับสูงสุดที่ในระดับของคนนอกที่ไม่ได้เป็นวุฒิสมาชิก ตอนนั้นถ้าพูดถึงตำแหน่งโดยไม่มองหน้า อาจจะคิดว่าเป็นคนที่มีอายุมาก มีประสบการณ์สูง แต่จริงๆผมทำงานไม่กี่ปีเอง อายุประมาณ 24-25 ปีได้

มุมมองของสมาชิกรัฐสภา
                ผมเข้าไปอยู่ในรัฐสภา ทุกคนให้เกียรติหมอมาก เพราะเขาติดภาพของหมออาวุโสหลายคน อย่างเขาศรัทธาในหมออลงกรณ์ หมอปานเทพ ก็เลยเป็นผลบุญตกมาถึงเรา แล้วมุมมองของวุฒิสภา เขาจะไม่มองเรื่องคุณวุฒิ วัยวุฒิ เขามองเรื่ององค์ความรู้เฉพาะด้าน เรื่องที่กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าที่จะสร้างผลงาน บนพื้นฐานของการมีคุณธรรมและจริยธรรม เพราะฉะนั้นเขาก็มองว่าเด็กหนุ่มมันมา มันมีไฟแรง มันมีจริยธรรม มันมีความมุ่งมั่น คุณกล้า คุณรู้ในสิ่งที่คุณทำ คุณทำงานกับเราได้ เราเชื่อคุณ นี่คือมุมมองที่ผู้ใหญ่มอง

4

จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับลงภาคสนามอีกครั้ง
                ความคิดพื้นฐานของผมก็คือ ถ้าเราอยากทำอะไร เราก็จะทำ เพราะเราเกิดมาทีเดียว เลยคิดว่าอยากทำให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าชาตินี้เราเกิดมาเป็นหมอได้ทำดี แต่ชาติหน้าเราก็อาจไม่ได้เป็นหมอก็ได้ ดังนั้นชาตินี้เราอยู่ในสถานะที่เราเป็นหมอ เราก็น่าจะทำในสิ่งที่เราอยากจะทำในวิชาชีพหมอ แต่งานที่เราทำในรัฐสภาเป็นงานเชิงนโยบาย ซึ่งธรรมชาติของเราคือการรักษา เรากำลังรักษาช้างมันๆ ได้บู๊ สนุกสนาน อยู่ดีๆมาใส่สูทผูกไทด์ มาประชุม มันขัดกับความรู้สึกนึกคิดเวลานั้น เลยคิดจะลาออก ก็เปรยๆกับผู้ใหญ่เอาไว้ ซึ่งผู้ใหญ่เขาพอใจในงานของเรา จึงขอให้อยู่ต่อเพราะงานกำลังเดิน ทีนี้ผู้ใหญ่เลยถามว่าแล้วเราคิดว่างานสัตว์ป่าในประเทศไทย อะไรที่มันยังขาด อะไรที่ควรจะมี ผมเลยเสนอว่าจำเป็นที่เราจำเป็นต้องมีหมอสัตว์ป่า (Wildlife Veterinarian) ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา พื้นที่กว้างใหญ่ของเขา เขามีหมอสัตว์ป่า 1,000 คน ทั้งที่ทรัพยากรของเขา ความหลากหลายทางชีวภาพสู้บ้านเราไม่ได้ เลยเอาจุดเน้นตรงนี้ไปเสนอรัฐสภา ซึ่งก็เห็นชอบว่ามีความจำเป็นต้องมีสัตวแพทย์เข้าไปดูแลสัตว์ป่า แต่ทีนี้ก็มีปัญหาว่าแล้วจะหาใครมาทำ เพราะคนไม่มี องค์ความรู้ในต่างประเทศอาจจะมี แต่เราเอามาใช้กับบ้านเราไม่ได้ บ้านเขายาประสิทธิภาพดี พื้นที่เป็นป่าโล่ง ขับเฮลิคอปเตอร์ ขับรถเข้าไปยิงยาสลบสัตว์ได้ ตรงข้ามกับบ้านเราที่เป็นภูเขาเป็นป่าทึบ การทำงานคนละเรื่องกัน ยากลำบากกว่าเยอะ ซึ่งสุดท้ายคนที่ต้องเข้าไปทำก็คือผม จึงกลายเป็นความกดดันอันยิ่งใหญ่ว่าเราพูดไปแล้วนะ ที่เหลือต้องทำให้ได้ตามที่พูด

WildlifeVeterinarianกับZooVeterinarian
                “Zoo Veterinarian คือหมอที่ดูแลสัตว์ป่าในกรงเลี้ยง แต่ Wildlife Veterinarian ผมนิยามตัวเองเลยว่าคือสัตวแพทย์ที่ทำงานในพื้นที่อนุรักษ์ บนพื้นฐานของความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์วิทยาและห่วงโซ่อาหาร

5

การทำงานในป่า
                ช่วงแรกๆความพร้อมเรายังไม่มี ก็ได้ความช่วยเหลือจากชมรมสัตวแพทย์สัตว์ป่าและสวนสัตว์แห่งประเทศไทย มาเป็นที่ปรึกษาเป็นตัวช่วยสนับสนุนการทำงานของเรา ทั้งยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เราทำงานได้โดยมีชุดสนับสนุนคือสัตวแพทย์สัตว์ป่าทั้งประเทศ ก็เริ่มทำงานมีความสุขแล้วเพราะจะได้ทำงานเชิงนโยบายด้วย สัปดาห์หนึ่งประชุม 2 วัน ที่เหลือเราก็เข้าป่าไปรักษาสัตว์ป่า ไปดูแลพื้นที่ ไปจัดการสุขภาพสัตว์ป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ เป็นช่วงการทำงานที่มีความสุขที่สุดแล้ว เพราะได้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น  การทำงานของผมก็คือยกโรงพยาบาลเข้าไปหาเขาในป่า เพราะการเอาเขามานอกพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่และสภาพอาหารจะทำให้เขาเกิดความเครียดจนถึงขั้นต่อสู้หรือตาย จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าถ้าหมอถือกระเป๋าใบเล็กๆไปหาเขาที่บ้าน รักษาเสร็จก็ให้เขาพักในบ้าน แต่ทีนี้การทำงานสัตวแพทย์สัญจรในป่าก็เสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวินาที ทั้งการติดโรคต่างๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย พื้นที่ในการทำงานที่ยากลำบาก เป็นไข้มาลาเรียเกือบตายผมก็เคยเป็นมาแล้ว แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะทำงานด้านนี้ ก็ต้องพร้อมเผชิญหน้า ยกตัวอย่างกรณีสัตว์บาดเจ็บ เวลาเข้าไปหาเขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นหมอ เขาดูบัตรไม่เป็น ว่าไอ้นี่มันเป็นหมอนะ มันมาช่วย อย่าไปทำร้ายมัน ยอมให้มันรักษาเถอะ แต่เราเป็นคนมีสมอง เราคิดได้ ว่าทำอย่างไรให้รักษาเขาได้ อยู่ที่ว่าเราจะคิดอย่างไร บางครั้งถูกเตะบ้าง ชนกระแทกบ้าง เราก็ไม่โกรธ เพราะเรารู้เขาทำไปตามสัญชาตญาณ แต่ทั้งนี้เราทำงานต้องวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ ใช้ความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ เราไม่สามารถทำได้ว่าต้องรักษาช้างให้หาย เจ้าหน้าที่จะบาดเจ็บอย่างไรไม่สนใจ รักษาให้หายเอาผลงาน แบบนั้นไม่ใช่ผม

6

ประสบการณ์ในป่าที่ประทับใจ
                เป็นครั้งที่เข้าไปรักษาช้างแล้วเจ้าหน้าที่โดนช้างกระทืบ ช้างตัวนั้นตัวโตประมาณ 6 ตัน ถูกยิงที่ก้น หางขาด ก้นเป็นรู บาดเจ็บหนักมาก กลิ่นเลือดกลิ่นหนองคลุ้ง ตอนเข้าไปเราก็เห็นแล้วว่าช้างตกมัน แต่เราก็ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ไขว้เขวในการทำงาน เลยไม่ยอมบอกเขาว่าช้างตกมัน ส่วนเจ้าหน้าที่เองก็กลัวหมอจะกลัวเหมือนกันก็เลยไม่บอกว่าช้างตัวนี้เคยฆ่าคนตายมาแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีจิตวิทยาเข้าหากัน  ปัญหาแรกที่เจอคือยาสลบใกล้หมด ลูกดอกก็หมด แต่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งวิ่งเสี่ยงเข้าไปดึงลูกดอกจากช้างออกมา ก็เลยเอายาที่เหลือยิงต่อ พอยิงไปแล้วช้างก็ยังไม่ซึม ยังเดินยิ้มไปเรื่อย ผมก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปรักษาทั้งอย่างนั้น เดินรักษาตามก้นช้างจนเสร็จตอนดึก ทีนี้เราคอยดูอาการทุกวัน เราก็เห็นแล้วว่าเขาดีขึ้น พอถึงระยะเวลาเราก็ต้องประเมินผล แต่เมื่ออาการเขาดีขึ้น การระวังตัวก็สูงขึ้น พอจะต้อนเขาออกไปนอกป่า เขาไปเจอเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มอยู่ตรงนั้น ซึ่งเราไม่มีวิทยุสื่อสารกันไม่ได้ เขาเลยหันกลับมาเล่นพวกที่อยู่ในป่า เขายืนซุ่มนิ่งแล้วก็วิ่งมากระทืบ ตอนแรกเขาก็วิ่งไล่ผม ทีนี้มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งวิ่งสะดุดเถาวัลย์ล้ม เขาเห็นก็เลยไปกระทืบคนนั้น ก็กระทืบเอว ไหล่ แต่เจ้าหน้าที่ยังมีสติเลยเบี่ยงตัวหนีไม่ให้กระทืบหัว เจ้าหน้าที่คนอื่นก็ยิงปืนขึ้นฟ้า เขาก็เตลิดหนีไป ความประทับใจที่เกิดขึ้นก็คือ ช้างมีแรงกระทืบแสดงว่ามันหายแล้ว และเจ้าหน้าที่ที่โดนกระทืบก็ไม่โกรธช้าง เข้าใจว่ามันทำไปตามสัญชาตญาณไม่ได้เจตนา เขาพูดกับผมว่า หมอ..ผมจะรีบรักษาตัวให้หายแล้วผมจะเข้าป่าไปรักษาช้างกับหมออีก นี่คือสิ่งที่ประทับใจ

อนาคตที่วางไว้
                คิดแบบนักเลงก็คือเลิกทำ สร้างองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายและแนวการทำงานให้หมอคนอื่นทำแล้วเราก็จะเลิก ไปเปิดโรงเรียนสอนบาสเก็ตบอลให้เด็กๆ ทำสิ่งที่เราชอบ เพราะความสำคัญของการทำงานนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนทำ แต่อยู่ที่ว่ามีคนทำหรือเปล่า ก็คงไม่มีใครมาขวางไม่ให้ทำต่อ ผมทำงานมาเหนื่อยก็ท้ออยากพักเหมือนกัน แต่ถ้าเราวางแนวทางให้วิชาชีพรุ่นหลังเขาทำงาน เขาสบายไม่ต้องท้อเหมือนเรา เขาก็สามารถทำได้ตลอดชีวิตของเขา แล้วผมมองว่า Wildlife Veterinarian ผู้หญิงจะทำได้ดีกว่า ไม่ต้องไปบุกป่าฝ่าดง เป็นงานวางแผนเตรียมการหลายๆเรื่อง ซึ่งผู้หญิงละเอียดอ่อน มีความประณีตในตัวอยู่แล้ว จะทำให้งานตรงนี้ชัดเจนขึ้น

                สุดท้ายหมอล็อตฝากว่า หากบางเหตุการณ์เราท้อ มีคำๆนึงสามารถลบล้างความคิดความท้อได้ คือ ถ้ากูไม่ทำแล้วใครจะทำแล้วเวลาทำอะไรต้องไม่ทำประชด เมื่อไหร่ที่จะทำให้เต็มที่เต็มร้อย ถ้าเต็มพันต้องทำให้เต็มหมื่น แล้วอย่าคิดว่าชีวิตตัวเองเลวร้าย ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เลวร้ายกว่าคุณ อยากให้มองหมอ มองเจ้าหน้าที่ ว่าท้อกว่าเยอะ เพราะถ้าหมอโดนช้างกระทืบตาย ไม่มีใครสร้างอนุสาวรีย์ยกย่อง ไม่มีใครคิดว่าหมอเป็นฮีโร่ มีแต่คนสมน้ำหน้าว่ามาทำอะไรที่นี่ เงินเดือนนิดเดียว แต่เรารู้เองว่าสิ่งที่เราทำมีคุณค่าแค่ไหนเท่านั้นพอ

7

ขอขอบคุณ
นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
สัตวแพทย์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 

 

1月4日

หมอล็อตหมอสัตว์ป่า

  

 002_778

  รายการคนค้นคน
"หมอล็อต หมอสัตว์ป่า"
ออกอากาศวันที่ 8,15 มกราคม 2551 เวลา 22.05 น.

เรียนหมอมันท้าทายดี แต่เรียนหมอธรรมดามันก็ง่ายไป ผมเลยเรียนเป็นหมอสัตว์ เพราะสัตว์มันพูดไม่ได้ จะเจ็บจะป่วยก็เดินออกมาบอกใครไม่ได้ แต่มนุษย์เรา เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็สามารถบอกกล่าว และดูแลตัวเองได้ ผมจึงตัดสินใจที่จะเรียนสัตวแพทย์ ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าสัตวแพทย์คืออะไร

เสี้ยวความคิดหนึ่ง ที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือที่วงการสัตวแพทย์รู้จักในนาม หมอล็อตสัตวแพทย์หนุ่มไฟแรงวัย 28 ปี อดีตเด็กชายหัวโจ๊กจอมเกเรแห่งเมืองสุรินทร์ ได้ตัดสินใจพาตัวเอง เข้าสู่เส้นทางของการเป็นหมอรักษาสัตว์ป่า จากที่เคยเป็นเด็กหัวดื้อ ยกพวกตีรันฟันแทง และเป็นคนที่คลั่งไคล้ในกีฬาบาสเก็ตบอล จนได้เข้าร่วมทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งคนรอบข้างตัวเขา ก็ไม่มีใครเชื่อเลยว่า คนอย่างหมอล็อตจะสามารถเรียนหมอได้ บางคนมองว่าเป็นเรื่องแปลก และบางคนก็ไม่เชื่อว่าการเล่นกีฬา กับการเรียนหมอมันจะไปด้วยกันได้ ทำให้หมอล็อต ต้องลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง ให้ทุกคนเห็นว่าการเรียนหมอ กับการเล่นกีฬาสามารถไปด้วยกันได้ เขาจึงตกลงใจเข้าเรียนในคณะสัตวแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

หลังจากชีวิต ได้เริ่มต้นเข้ามาเดินอยู่ในเส้นทาง การเรียนคณะสัตวแพทย์ หมอล็อตก็เริ่มซึมซับจริยธรรม ความภาคภูมิใจแห่งวิชาชีพของตน และมองเห็นถึงการทำงานอันเต็มเปี่ยมด้วยความเสียสละ ของสัตวแพทย์รุ่นพี่หลายๆ ท่าน อีกทั้งยังมีความคิดว่า ทำอย่างไรเราถึงสามารถ แบ่งเบาภาระหน้าที่เหล่านั้นได้บ้างผมเห็นสัตวแพทย์รุ่นพี่หลายๆ ท่านที่เขาทำงานในสังคม แล้วเขาเหนื่อยเขาท้อ เราก็คิดว่าทำยังไงเราถึงจะไปช่วยเขาได้บ้าง เช่น คุณหมออลงกรณ์, คุณหมอปรีชา, คุณหมอปานเทพ, คุณหมอสุเมธ หลายๆ ท่านที่เขาทำงานในด้านนี้ เรารู้สึกว่าทำอย่างไร เราถึงไปช่วยแบ่งเบาภาระพี่ๆ เขาได้บ้าง ตอนนั้นที่เราเป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ก็เริ่มคิด คิดว่าจะเป็นหมอรักษาช้าง เพราะพื้นเพเป็นคนสุรินทร์ เราก็รู้สึกว่าเราผูกพันกับช้าง เห็นช้างเจ็บ ช้างป่วยเราก็สงสัยว่าทำไมไม่มีใครมารักษา

หมอล็อตเป็นหนึ่งผลผลิต จากโครงการเคี่ยวเข้มบันฑิตใหม่หมอสัตว์ป่า ซึ่งโครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้เขามีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เรื่องการรักษาสัตว์ป่ามากขึ้น และประสบการณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ช่วยหล่อหลอม ความเป็นหมอรักษาสัตว์ป่าในตัวเขาก็คือ การออกฝึกงานภาคสนามในแต่ละเทอม ซึ่งหมอล็อตจะออกเดินทางสู่ป่าเขา และชนบทในพื้นที่ทุรกันดาร พร้อมแบกเป้คู่ใจ ที่ภายในบรรจุไปด้วยเวชภัณฑ์ และยาในการรักษาสัตว์มากมาย เพื่อไปดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ให้กับชาวบ้านในชุมชน

เมื่อผมเดินทางไปที่ไหน ชาวบ้านก็ดีใจเอาสัตว์มาให้รักษาเยอะ เรารู้สึกสิ่งที่เราทำให้กับชาวบ้าน โดยไม่ได้หวังผลอะไร แต่ผลที่มันออกมาจากสิ่งที่เราทำ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เราก็เกิดความรู้สึกว่า บางครั้งการทำอะไรไปโดยไม่หวังผลตอบแทน สิ่งที่เราได้มันอาจไม่ได้กลับมาเดี๋ยวนั้น มันอาจจะได้กลับมาในระยะยาว แต่เมื่อมันได้กลับมา จะเป็นความรู้สึกที่ประทับใจ ภูมิใจ ตื้นตันใจมากด้วยประสบการณ์จากการเคี่ยวกรำ ฝึกฝนวิชาชีพด้านสัตวแพทย์มาตลอดระยะเวลา 6 ปี หลังจากจบการศึกษา สัตวแพทย์หนุ่ม ก็ได้เริ่มเข้าทำงานเป็นหมอกรมปศุสัตว์ที่สถาบันวิจัย และบริการสุขภาพช้างแห่งชาติที่ จ.สุรินทร์ บ้านเกิดเป็นแห่งแรก

หลังจากนั้นไม่นาน ทางกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ก็มีการสรรหาบุคคล ที่จะมาดำเนินการแก้ไขปัญหาช้างในประเทศไทย หมอล็อตก็ได้รับคัดเลือก ให้เป็นผู้ปฏิบัติงานในวุฒิสภา ในตำแหน่งอนุกรรมาธิการ ทรัพยากรธรรมชาติ การทำงานในตำแหน่งนี้ แม้จะเป็นตำแหน่ง ที่สัตวแพทย์หลายคนใฝ่ฝัน เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และมีหน้ามีตาในสังคม แต่ด้วยเป้าหมาย และอุดมการณ์ที่หนักแน่นของหมอล็อตว่า สัตวแพทย์ต้องทำงานด้านการรักษา มิใช่เพียงทำงานในเชิงนโยบาย จึงทำให้เขาตัดสินใจลาออก จากการทำงานในรัฐสภา

ผมทำงานที่รัฐสภาอยู่ประมาณ 3 ปี ผมก็ขอลาออกจากกรรมาธิการ เพราะผมคิดว่าผมเรียนสัตวแพทย์มาก็เพื่อรักษา แต่งานในกรรมาธิการเป็นงานเชิงนโยบาย เราไม่ได้รักษาสัตว์เลย เราก็รู้สึกอึดอัด ก็เลยขอลาออก เพราะมันไม่ใช่เป้าหมายของเรา เป้าหมายของเราคือการรักษา การดูแลสัตว์โดยตรงด้วยความคิดที่ว่า ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ยังไม่มีสัตวแพทย์เข้าไปร่วมดำเนินการ การจัดการเรื่องสุขภาพสัตว์ป่า ทั้งๆ ที่ทรัพยากรสัตว์ป่าภายในประเทศมีจำนวน และมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมาก มีปัญหาเรื่องสัตว์บาดเจ็บเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เมื่อมองเห็นถึงปัญหา หมอล็อตจึงได้เสนอโครงการ กับทางกรรมาธิการก่อนที่จะออกจากการทำงาน จึงได้เกิดเป็นโครงการนำร่อง เกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือสัตว์ป่า ในพื้นที่อนุรักษ์ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เมืองไทย มีสัตวแพทย์รักษาสัตว์ป่าในเขตพื้นที่ป่า (Wildlife Veterinarian) เป็นคนแรกของประเทศ นั่นก็คือหมอล็อต หลังจากที่หมอล็อต ได้เข้ามาเป็นสัตวแพทย์รักษาสัตว์ป่า ในเขตพื้นที่ป่า เขาก็ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ทำงานที่ถือว่าเป็นหน้าที่ ที่ตนได้รับมอบหมาย อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ถึงแม้ว่าต้องเผชิญกับอันตรายนานัปการ ทั้งอันตรายจากสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ โรคภัยต่างๆ ที่แฝงอยู่ในป่าลึก และกลุ่มผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่า แต่นั่นก็มิได้เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาหยุดความตั้งใจ ในการรักษาสัตว์ป่าเหล่านี้เลย

ภารกิจของหมอล็อต มิใช่ทำเพื่อความสุขสบายของตนเอง และครอบครัว แต่ภารกิจทุกภารกิจที่ทำ ก็เพื่อเหล่าสัตว์ป่าทั่วประเทศ ที่ยังรอคอยการเยียวยา การรักษาดูแล เขาเปรียบเสมือนผู้ไถ่บาป ให้กับมนุษย์ผู้รุกรานพื้นที่ และชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า เมื่อมนุษย์เรา เป็นผู้ทำให้สัตว์ป่าต้องทุกข์ทรมาน หมอก็จะเป็นคนรักษาสัตว์เหล่านั้น ให้พ้นจากความเจ็บป่วย และให้ความรู้กับชาวบ้าน เพื่อเปลี่ยนความคิดให้ช่วยกันรักษา และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เพื่อคนสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้ โดยไม่เบียดเบียนกัน

12月26日

ช่วยชีวิต "กวางป่า" ขาติดกระป๋อง

 

ช่วยชีวิต "กวางป่า" ขาติดกระป๋อง
อำนวย อินทรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

          ระยะ 2-3 ปีมานี้มักจะมีข่าวเกี่ยวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะช้าง เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ คนรู้สึกว่าตัวเองผูกพันกับช้าง และเกรงว่าจะสูญพันธุ์ไปจากป่าเมืองไทย สาเหตุสำคัญที่ทำให้เจ็บป่วยก็เนื่องมาจากคน เพราะคนที่อยู่ใกล้ป่ากับช้างป่าขัดแย้งกัน โดยช้างป่ามักจะออกจากป่ามากินพืชไร่ที่คนปลูก เหตุที่ช้างออกจากป่ามากินพืชไร่ของชาวบ้าน เป็นเพราะป่าแถวนั้นเคยเป็นที่อยู่ของช้างมาก่อนที่คนจะถางป่าเอามาเป็นไร่ และการป้องกันการไล่ล่าช้างป่าดีขึ้น ทำให้การล่าช้างเอางาลดลง ช้างป่าก็เลยไม่ค่อยจะกลัวคนอีกต่อไป แม้จะจุดประทัดไล่ บ้างก็เอาไฟฟ้าแรงต่ำจากแบตเตอรี่มาล้อมเป็นรั้ว ก็แค่ทำให้ช้างสะดุ้งตกใจเท่านั้น แล้วมันก็สรุปได้ว่าไม่ถึงกับตาย ก็พยายามมากินพืชปลูกอีกในที่สุดเจ้าของไร่มักจะแก้ปัญหา โดยใช้ปืนผูก หรือจั่นห้าว บ้างก็ใช้แร้วดักช้าง ทำให้บาดเจ็บทุกข์ทรมาน เจ้าหน้าที่ก็จับมือใครดมไม่ได้  แต่ตามความเป็นจริงแล้ว สัตว์ที่ป่วยหรือบาดเจ็บไม่ได้มีแต่ช้างเท่านั้น สัตว์อื่นๆ ก็เจ็บป่วยจากคนเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเป็นเรื่องใหญ่โต นั่นเป็นเพราะสัตว์อื่นนอกจากช้างตัวเล็ก และคนมีความรู้สึกผูกพันน้อยกว่าช้าง ขณะนี้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้จ้างนายสัตวแพทย์ประจำกรมขึ้นมาแล้ว คือ น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือ "หมอล็อต" พอได้รับรายงานว่ามีสัตว์บาดเจ็บที่ไหน หมอล็อตก็ตามไปรักษา

          วันหนึ่ง หมอล็อตได้รับแจ้งจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ว่ามีกวางบาดเจ็บ ก็รีบบึ่งรถไปเขาใหญ่ทันที ไปถึงเขาใหญ่ก็มีหัวหน้าอุทยานฯ เขาใหญ่ และหัวหน้าฝ่ายวิชาการ คือนายสมบัติ พิมพ์ประสิทธิ์ พร้อมกับคนรักสัตว์ป่าอีกคน คือนายดุลสิทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขาตามหากวางบาดเจ็บไม่นานก็เจอใกล้กับที่กางเต็นท์ลำตะคอง มันเดินโขยกเขยก เพราะเจ็บที่ขาหลังข้างซ้าย จะเข้าไปดูใกล้ๆ มันก็หนีห่างออกไป ในที่สุดต้องนั่งบนรถกระบะเฉียดเข้าไปใกล้ จึงรู้สาเหตุการบาดเจ็บ



          ที่ต้องนั่งรถเพราะกวางกลัวคนเดินเข้าหามากกว่ากลัวรถยนต์ ทำไมเป็นอย่างนั้นก็น่าคิดอยู่ กีบหลังข้างซ้ายของมันมีกระป๋องสวมอยู่ คงจะเป็นกระป๋องปลาที่คนกินแล้ววางทิ้งเรี่ยราด มันเดินไปสวมเข้าพอดีกับกีบ หมอล็อตตรวจและวินิจฉัย ตรงที่กีบติดกระป๋องรอยต่อระหว่างหนังกับกีบมีเส้นประสาทอยู่มาก ที่สำคัญเป็นกวางที่อยู่ระหว่างให้นมลูก มีลูกน้อยเดินตามตลอดเวลา และคาดว่าลูกกวางมีอายุไม่เกิน 2 เดือน หมอล็อต บอกว่า ถ้าแม่กวางป่วยคุณภาพของนมก็จะลดลง หรือถ้าแม่มีเชื้อโรค เชื้อโรคนั้นก็จะถ่ายไปถึงลูกด้วย เรียกว่า เจ็บที่แม่แต่กระเทือนถึงลูก

          จากนั้นหมอล็อตจึงตัดสินใจใช้ยาสลบ แต่ปัญหามีว่ายาสลบเหลือเพียงโดสเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นคนยิงยาสลบต้องแม่น ไม่พลาดเด็ดขาด รถกระบะเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ๆ เจ้าหน้าที่ที่เหลือคอยกันไม่ให้มันหนีเข้าป่า ระยะยิงยังห่างเกินไป แล้วลูกของมันซึ่งคงจะรู้ความเจ็บปวดของแม่ ก็คลอเคลียไม่ห่างเลย บางครั้งมีต้นไม้บัง ต้นไม้กับลูกของมันเป็นอุปสรรคไม่น้อย ยาสลบนัดแรกโดนที่ท้อง ก่อนเข็มจะร่วงลงดิน ทำให้ยาไม่เดินเข้าสู่ร่างกาย ทั้งที่โดยปกติแล้วระบบกลไกของปืนยิงยาสลบนั้น ยาจะเดินทันทีที่เข็มปักเข้าเป้าหมาย แต่เพราะเข็มเฉียดท้องนิดเดียว กลไกการฉีดยาจึงไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่บรรจุปืนยิงใหม่อีกครั้ง คราวนี้ไม่พลาด เข้าที่สะโพกหลังข้างขวาเต็มๆ มันยืนซึมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ นอนลงและหลับ เจ้าหน้าที่ค่อยๆ ย่องเข้าไปหา ขณะที่ลูกกวางถอยออกไปยืนดูอยู่ห่างๆ

          จากนั้นหมอล็อตเข้าไปตรวจและดึงกระป๋องออก พบว่ากระป๋องสวมลึกเข้าไปมากจนสวมกีบกวางมิด หนังถลอกจนเกือบถึงเนื้อ เลือดแห้งเกรอะกรัง เนื้อบวมเป่งและเขียวช้ำ หมอล็อตจึงให้ยาฆ่าเชื้อ วิตามิน ยาฆ่าเห็บหมัด วัคซีนกันบาดทะยัก และยาผงไล่แมลงและป้องกันหนอน แม่กวางสลบไปราวครึ่งชั่วโมงก็ฟื้น ก่อนที่ลูกของมันจะวิ่งตรงรี่เข้ามาหาแม่ และพากันกลับเข้าป่าไป และนั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 27 ม.ค. 2550 และจนถึงขณะนี้ทีมงานที่รักษามั่นใจว่า กวางแม่ลูกคู่นี้ปลอดภัย จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางอุทยานฯ ขอร้องให้นักท่องเที่ยวอย่าทิ้งขยะในเขตอุทยานฯ ดังในกรณีแม่กวางป่าติดกระป๋อง หรือแม้แต่ถุงพลาสติกและห่อขนมก็ตาม เพราะหากสัตว์ป่ากินเข้าไปอาจถึงตายได้

ขอบคุณข้อมูลจาก น.ส.พ.ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2550

12月19日

งานเสวนา"อนาคคช้างไทยใครกำหนด"

IMG_0993

งานเสวนา "อนาคตช้างไทยใครกำหนด"
เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2550
วิทยากรในการสนทนาได้แก่
1. น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ
2. น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน(หมอสัตว์ป่า) หมอล็อต
3.ผศ.ดร.นริส ภูมาภาคพันธ์
4.นายรักษา สนินทบูรณ์

ครึ่งแรกของการเสวนาเป็นแนะนำตัวของวิทยากรแต่ละท่าน
คุณหมอล็อตแนะนำตัวเหมือนในหนังสือ ค.คน ทุกบรรทัดเลย55
ได้ข้อมูลเพิ่มว่าเคยไปนักบาสฯที่สิงคโปร์ มาก่อนเป็นสัตวแพทย์เต็มตัว

พอครึ่งหลังวิทยากรแต่ละท่านก็งัดวิทยายุทธ์ ออกมากันเต็มที่
ทั้งเรื่องสถานการณ์ช้างป่าในไทย
พื้นที่ของช้างป่า
ถิ่นที่อยู่ของช้างป่า
การป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับช้าง
แนวทางการป้องกัน

ส่วนคุณหมอล็อตก็บรรยายเกี่ยวกับภารกิจและพันธกิจของสัตวแพทย์สัตว์ป่า
และยังได้เล่าถึงการทำงานในแต่ละภารกิจด้วย

IMG_1009IMG_1011

IMG_1013

IMG_1018

หลังจบการเสวนาก็มีการถ่ายภาพหมู่รวมกัน

ภาพข่าวโดย...นู๋กานต์
บรรยายโดย...นู๋กานต์


*ภาพไม่ค่อยชัดเนื่องจากคนถ่ายนั่งอยู่ไกลเลยต้องซูมเยอะมากๆประกอบกับการตั้งค่าisoสูง

 

12月12日

คุณหมอกับโครงการเสริมโป่งช้างและสัตว์ป่า ครั้งที่ 15

     สำนึกรักษ์ธรรมชาติของคนไทยเวลานี้กล่าวได้ว่าเป็นกระแส หรือแฟชั่น เพราะถ้าใครไม่พูดถึงเรื่อง "โลกร้อน"ก็ถือว่าตกยุคการรณรงค์รักษ์โลกช่วยลดมลพิษที่จัดกันมากมายจึงไม่ต่างอะไรกับสายลมที่พัดผ่านเพียงชั่วครู่ชั่วยามให้หลงดีใจท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวของมวลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เก็บกักความร้อนครอบ คลุมห่อหุ้มไปทั่วชั้นบรรยากาศโลกคนส่วนใหญ่ยังมองอะไรเป็นเรื่องไกลตัวเช่นเปิดแอร์นิดหน่อยคงไม่เป็นไรเราคนเดียวคงไม่ทำให้โลกร้อนขึ้นมากมาย หรือใช้ถุงพลาสติกใบนิดเดียวคงไม่เป็นไร แต่ถ้าย้อนคิดถึงคำกล่าวว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"ฉันใด ก็จะตระหนักได้ว่า ทั้งการนั่ง เดิน กิน ขับถ่ายของเรา ล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมคนส่วนใหญ่ยังมองอะไรเป็นเรื่องไกลตัวเช่นเปิดแอร์นิดหน่อยคงไม่เป็นไรเราคนเดียวคงไม่ทำให้โลกร้อนขึ้นมากมายหรือใช้ถุงพลาสติกใบนิดเดียวคงไม่เป็นไรแต่ถ้าย้อนคิดถึงคำกล่าวว่า"เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" ฉันใด ก็จะตระหนักได้ว่า ทั้งการนั่ง เดิน กิน ขับถ่ายของเรา ล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม  ท่ามกลางกระแสตื่น "โลกร้อน" ของคนเมือง ยังมีองค์กรเล็กๆ อย่าง มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมช่วยโลกและสรรพสัตว์ให้มีชีวิตที่สมดุลอย่างต่อเนื่องมานานกว่า15ปีโดยเฉพาะกิจกรรมนำเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆไปช่วยกันเสริมโป่งช้างและสัตว์ป่า ณ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ ล่าสุด เมื่อวันที่ 10-11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผืนป่ามรดกโลกแห่งที่ 2ของไทย(แห่งแรกคือ"ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง")ภาวะโลกร้อนทำให้เขาใหญ่ได้รับผลกระทบโดยตรงทำให้หน้าแล้งก็แล้งขึ้นอย่างสาหัสพอถึงหน้าฝนก็มีปริมาณน้ำฝนตกมากขึ้นเป็นประวัติการจนเกินความจำเป็นแล้วยังต้องให้บริการนักท่องเที่ยวที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากอนุญาตให้พักค้างแรมด้วยเต็นท์ได้ ทำให้สถิตินักท่องเที่ยวบนเขาใหญ่ปี 2549สูงกว่า 9 แสนคน ปริมาณรถยนต์กว่า 1.6 แสนคัน ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือมลพิษทั้งทางอากาศและขยะที่แต่ละคนสร้างขึ้นอย่างต่ำครึ่งกิโลกรัมต่อคนต่อวันรวมแล้วปีละหลายหมื่นตันกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการกำจัดอยู่ในขณะนี้เมื่อขยะล้นเกินจนเกิดการบูดเน่า พอหมูป่ามาคุ้ยขยะกิน ก็ติดเชื้ออหิวาตกโรคจากขยะครั้นหมูป่าถูกเสือล่าไปกิน ทำให้เสือบนเขาใหญ่ตายเพราะติดเชื้อไปแล้ว 4 ตัว ส่งผลให้กวางที่เป็นอาหารของเสือมีจำนวนมากขึ้นสัตว์ผู้ล่าอย่างหมาในก็เพิ่มตามไปด้วย ชาวบ้านรอบเขาใหญ่เกลียดหมาใน จึงวางยาเบื่อในซากไก่ให้หมาในกิน แต่ซากไก่ที่วางไว้นานจนหนอนขึ้น กลายเป็นอาหารของแร้ง แร้งกินก็ตาย จนกล่าวได้ว่าแร้งฝูงสุดท้ายหายไปจากเขาใหญ่แล้ว เหล่านี้ทำให้ระบบนิเวศที่ประกอบด้วยผู้ล่า ผู้ถูกล่า และการย่อยสลายไม่สมดุล โดยมีมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้น และเป็นตัวเร่งให้ระบบนิเวศเลวร้ายลง แล้วทำไมมูลนิธิช้างฯ ต้องจัดกิจกรรมเสริมโป่ง? เพราะ "โป่ง" คือแอ่งดินในป่าที่มีแร่ธาตุหลายชนิด อันเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของสัตว์ การเสริมโป่งคือการทำอาหารให้สัตว์ป่า ณ ครัวของสัตว์ป่าเอง โดยเฉพาะสัตว์กินพืชจำเป็นต้องกินดินโป่งอย่างนกจะได้รับแคลเซียมจากโป่งไปเก็บสะสมไว้สร้างเปลือกไข่ให้แข็งแรง สีขนสดสวย ส่วนกวางถ้าขาดแร่ธาตุจากโป่ง ขนจะไม่ยาว ขาจะไม่งอก กระดูกจะนิ่ม หรือสัตว์ที่ตั้งท้องจะได้รับแร่ธาตุจากการกินดินโป่ง โป่งจึงเปรียบเสมือนโรงพยาบาลสัตว์ป่าด้วย แม้แต่นกเงือกยังมาคลุกดินโป่งเพื่อฆ่าไรที่เกาะตัวมันขณะที่ช้างจะมาคลุกดินเพื่อรักษาแผลนอกจากได้ร่วมปลูกป่าและเสริมโป่งแล้วเด็กๆยังได้รับความรู้เรื่องธรรมชาติชีวิตสัตว์ และเบื้องหลังเบื้องลึกการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยมี "หมอล็อต" ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ประจำอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่หมอหนุ่มมาดเซอร์ ผู้อุทิศตัวเพื่อสัตว์ป่า เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ ให้น้องๆ ฟังอย่างเป็นกันเอง ชนิดถูกใจวัยใส วัยทีน เพราะหมอล็อตต้องช่วยเหลือสัตว์ป่าที่บาดเจ็บถึงในป่า เป็นการทำงานที่ลำบากและท้าทาย พบเจอปัญหาและผลกระทบที่คาดไม่ถึงมากมายที่ต้องใช้ความคิด และเหตุผลมากกว่าความรู้สึก เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ช่วยลูกกวางตาบอดให้รอดจากการล่าของหมาใน แต่สุดท้ายลูกกวางตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ส่วนหมาในเมื่อไม่ได้กินลูกกวางตาบอดก็ไปกินตัวอื่นทำให้ธรรมชาติต้องเสียกวางถึงสองตัวทั้งๆที่ลูกกวางตาบอดนั้นแทบไม่มีโอกาสอยู่รอดตามธรรม ชาติเลย หากปล่อยให้เป็นอาหารของหมาใน เราก็จะเสียกวางเพียงตัวเดียว หมอล็อตให้ความรู้อีกว่าสัตว์ป่าจะมีสัญชาตญาณเฉพาะตัวในการบำบัดรักษาตัวเองยามเจ็บป่วย เช่น ช้างที่บาดเจ็บมีแผลที่ลำตัว จะพาตัวเองไปแช่ในบ่อน้ำ เพื่อให้ปลามาตอดที่แผล มากินเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกไป ดังนั้น ถ้าไม่เจ็บหนักจริงๆ สัตว์ป่าจะไม่ออกมาให้คนเห็น ถ้ามีคนพบเห็นสัตว์ป่าเจ็บป่วย หมอจึงมีหน้าที่ต้องไปรักษาให้เร็วที่สุด การถ่ายทอดเรื่องราวพร้อมภาพประกอบ แล้วลงมือปฏิบัติในสถานที่จริง ทำให้เด็กๆ เข้าใจและตระหนัก มากกว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ปลายเหตุ หรือการเข้าใจสิ่งต่างๆ แบบฉาบฉวยตามกระแสนิยม เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมจึงเข้าใจมากขึ้นว่า การช่วยโลกร้อนไม่ได้มีแค่เปิดแอร์ที่ 25 องศา หรือใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกเท่านั้น แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยโลกและระบบนิเวศของเรา เช่น ใช้โทรศัพท์เท่าที่จำเป็น ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีทีเดียวที่สำคัญคือการดูแลรักษาป่าและทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งแต่ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของช่วยกันปกป้องป่าต้นกำเนิดของสายธารที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราเมื่อทุกคนรู้จักรักและตอบแทนธรรมชาติธรรมชาติก็จะอยู่คู่กับเราไปอีกนานเท่านาน

ขอบคุณข้อมูลจากbloglotterfanclub : ที่พี่หญิงดูแลอยู่นะค่ะ
ช่วงนี้อาจะห่างเหินการอัพเดจข้อมูลนะค่ะเพราะต้องทำรายงานและงานวิจัยหลายชิ้น
 

12月6日

อีกภารกิจ

นอกจากการเป็นสัตวแพทย์สัตว์ป่า คุณหมอยังมีภารกิจในส่วนของการเป็นวิทยาการ(คุณครู) อีกด้วย
เมื่อต้นพฤศจิกาที่ผ่านมา ได้รับเชิญให้ไปบรรยายให้นิสิต คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในหัวข้อ "ชีวิตหมอบัดซบ"
 
120109
บรรยากาศในห้องบรรยาย
120112
มีมาดนึง ของคุณหมอ
กับการเป็นวิทยากร
120113120118120119
ก็ยังคงบรรยาย ผ่านประสบการณ์ตรงของคุณหมอ
120128120141
ตอบข้อสงสัยของลูกศิษย์
120143
ลูกศิษย์ขอบคุณคุณครุ
120144
เมื่อคุณครูเป็นคนดัง จำต้องแจกลายเซ็นต่อด้วย55
120146
ถ่ายรูปกับลูกศิษย์ที่น่ารัก
 
11月20日

ลุงใหญ่ใจร้าย

 
ตอนที่ 1
  
ตอนที่ 2
  
ตอนที่ 3
  
ตอนที่ 4
 
จบแล้วค่ะ
*ถึงคุณหมอจะออกน้อยไปนิดแต่ก็ไม่เป็นไร ฮิ ฮิ
 
 
 
 
11月18日

ยังจำได้ไหม--เจ้าตัวใหญ่พลายขุนซ่อง

dch1
14 ก.ค. 2549 คุณหมอล็อตผูกเชือกเอง เพื่อพลิกตัวเพราะนอนตะแคงด้านซ้ายหลายวันแล้ว
dch2
พยายามจะลุกขึ้นด้วยตัวเอง แต่อ่อนเพลียมาก ยังสบตากันได้
dch3
พลิกตัวแล้วคุณหมอล็อตก็ทำความสะอาด รักษาแผล ให้ยาบำรุง และรบกวนให้เขานอนเอาแรง
dch4
เจ้าตัวใหญ่สิ้นลมหายใจอย่างสงบเมื่อ 15 ก.ค. 49 เวลา 04.00 น.
dch5
นายพนัส แก้วลาย ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีและภริยา ร่วมพิธีสงฆ์ก่อนทำการฝังกลบ 15 ก.ค. 49

dch7
ชาวบ้านร่วมกันทำพิธี ก่อนจะส่งสังขารเจ้าตัวใหญ่
dch8
ลุงเฉื่อย ผู้มีความผูกพันธ์กับพลายขุนซ่องแต่เก่าก่อน คอยดูแลจนถึงวาระสุดท้าย ส่งถึงก้นหลุม
แล้วอีก 2 ปี พบกันใหม่ โครงร่างจะเป็นประโยชน์ทางการศึกษา เพื่ออนุรักษ์ช้างป่าตัวอื่นอีก
สาเหตุ อายุมาก เข้าฝูงไม่ได้ถูกเพื่อนช้างป่าทำร้าย พิการ เจ็บป่วยต่อเนื่อง มีโรคแทรกซ้อน ร่างกายอ่อนแอ
n002
ที่หลุมของเจ้าตัวใหญ่ มีเสาปักหมายแนวหน้าหลุมฝังเพื่อเตือนใจ
n003
ชาวบ้านช่วยกันปลูกอ้อยให้บนหลุมฝังศพ
คนมีน้ำใจขนมาให้พลายขุนซ่องตอนป่วย แต่กินไม่หมด
ทีมงานทำรายการก็มาช่วย พร้อมเก็บภาพไว้เป็นประโยชน์ต่อไป
n004
อโหสิกรรมต่อกัน ขอให้สงบ จะมาเยี่ยมอีก ลาก่อน
เจ้าตัวใหญ่พลายขุนซ่อง
 

ย้อนรอยพลายสามพราน

หลังที่ได้ชมคลิปพลายสามพรานกันไปบางแล้ว

คราวนี้นู๋กานต์เลยเอาภาพจากรายการnavigator  มาให้ชมกันเพิ่มเติม เป็นภาพการรักษาค่ะ

ไปดูกันเลยดีกว่า.....

ในตอนต้นของรายการพี่ติ๊กได้พาไปชมธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนกันไปแล้ว

จะขอตัดตอนมาในส่วนของการรักษาพลายสามพลายเลยแล้วกัน


 

พี่ติ๊กมีภารกิจที่ต้องไปพบกับทีมแพทย์ และเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามไปดูการรักษาช้าง



 



ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ เตรียมอุปกรณ์ในการช่วยเหลือช้าง



คุณหมอล็อต เล่าว่า ปัญหาสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บในอุทยานแห่งชาติ หรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะมีขึ้นตลอดเวลา แต่ว่าสัตวแพทย์หรือกลุ่มคนที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลชีวิตสัตว์ป่าเนี่ยยังไม่มี ก็เลยนำเสนอเป็นโครงการนำร่อง ร่วมกันระหว่างวุฒิสภา ในคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้มีหน่วยสัตวแพทย์สัตว์ป่าเคลื่อนที่ขึ้นมาโดยเริ่มดำเนินงานมาได้ 2 ปีกว่าๆแล้ว



ปัญหาที่พบก็คือ มีช้างป่าที่ไหนก็จะเกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวบ้านกับช้างป่า แต่คุณหมอก็บอกให้ชาวบ้านฟังว่า ครั้งหนึ่ง..ช้างป่าในอ่างฤาไน เคยเป็นช้างสำคัญประจำพระมหากษัตริย์ ในรัชกาลปัจจุบันมีช้างสำคัญถึง 11 ช้าง และในจำนวน 9 ช้าง ก็เป็นช้างป่าและ 1 ใน 9 ช้างนั้นเป็นช้างที่มาจากอ่างฤาไนนั่นเอง
คุณหมอก็บอกชาวบ้านอีกว่า ช้างป่าที่มากินเล็กกินน้อยที่พืชไร่ของชาวบ้านนั้น พวกเค้าก็คือญาติพี่น้อง
คือหน่วยพันธุกรรมของช้างสำคัญของในหลวง จงภูมิใจที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลช้างในป่า



พลายสามพราน ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากโดนบ่วงนายพราน ลักษณะการติดบ่วงจะทรมานมาก เวลาขยับเดินบ่วงจะรัดแน่นมากขึ้นและสีกัดลึกเข้าเนื้อเยื่อ คุณหมอบอกว่าความเจ็บปวดนั้นประมาณว่าเดินก้าวนึงเหมือนเราเอามีดหยาบๆกรีดแขนตัวเองทีนึง โอย..น่าสงสารจังอ่ะ



กำลังวางแผนกันว่าจะชักนำให้ช้างออกมา โดยจะเอากล้วยและขนุนใส่ยาให้ช้างกิน



พี่ติ๊กบอกว่าอยู่ในช่วงวางแผนจะต้องใจเย็นๆก็เลยไปช่วยเตรียมยาและผลไม้
ส่วนยาที่ใส่ไปในผลไม้ ก็ได้แก่ยาวิตามินบีรวม เพื่อกระตุ้นการอยากอาหารและการสร้างเม็ดเลือด ให้ยาปฏิชีวนะและเอนไซม์ ที่ช่วยในการลดการอักเสบ และบวมของบาดแผล



ร่วมมือร่วมใจกันนำผลไม้ไปวางให้ช้างกิน



ชะอุ๊ย....พี่ติ๊กพรางตัวแอบซุ่มรอให้ช้างออกมากินอาหาร
ไม่ต้องหรอกมั้งค่ะพี่ติ๊ก เดี๋ยวช้างจะได้กลิ่นพระเอกหล่อๆใจดีๆ แล้วเขินไม่กล้าออกมากินอาหารน่ะค่ะ คริ คริ



เวลา 15.40 น. เดินเข้าป่าด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขาวง เพื่อซุ่มรอดูช้าง พี่ติ๊กบอกว่าอย่างช้างตัวเนี้ย เค้ามีพี่เลี้ยงช้างอีกตัวนึงคอยประกบอยู่เพื่อคอยดูแลกัน เป็นสังคมของช้างซึ่งคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน



ดูแผนที่จุดที่จะพบช้าง



เวลา 17.00 น.ช้างถูกยิงยาสลบแล้ว ทุกคนพร้อมเข้าไปรักษาช้าง



พี่ติ๊กแข็งขันช่วยตัดไม้เพื่อให้คุณหมอเอาไปใช้ค้ำยันช้าง



คุณหมอจะให้มอร์ฟีน และยาปฏิชีวนะ แล้วปิดท้ายด้วยยาบำรุง



พี่ติ๊ก draw ยาหมดขวด ใส่กำลังใจไปเต็มที่



พลายสามพรานคงรับรู้บ้างแหละเนอะว่ามีคนคอยช่วยเค้าอยู่ พร้อมๆกับได้รับกำลังใจเพียบ ก็เลยอาการดีวันดีคืน พอเราได้รู้ว่าช้างอาการดีขึ้น รู้สึกดีใจจังค่ะที่พลายสามพรานปลอดภัยแล้ว



พี่ติ๊กช่วยสเปรย์ยา gentian violet เป็นสเปรย์ผสมยาปฏิชีวนะ ใช้ในการสมานแผล ทำให้แผลแห้งเร็ว ฆ่าเชื้อโรคและป้องกันพวกหนอน แมลง ที่จะมาตอมแผล สงสัยพี่ติ๊กฉีดหมดป๋องเลยนะนั่น



ต่อไปก็ให้ยาแก้ยาสลบเพื่อให้ช้างฟื้น แล้วทีมงานก็เตรียมเดินทางกลับกัน



คุณหมอบอกว่า ตอนแรกที่ยังไม่เห็นช้าง ก็ติดตามร่องรอย พอได้พบรอยเลือดและหนอง ก็รู้สึกหนักใจ และช้างก็ผอมด้วยเดินทางมาไกลมากก็เลยกังวลเรื่องการติดเชื้อ และสูญเสียเลือด สิ่งนึงที่บอกในใจคือ เค้ามีเวลาไม่มาก เราก็มีเวลาให้เค้าไม่มาก
แต่เราและเค้าก็โชคดี ที่มาเจอกันเร็ว และจากการที่พวกเราได้ร่วมมือร่วมใจกันรักษาช้าง
รวมทั้งพี่ติ๊กที่ช่วยไปทำแผลให้พลายสามพรานด้วย ก็จะทำให้ช้างพ้นจากวิกฤตและสามารถดำรงชีวิตได้ต่อไป



แต่การรักษาต่อเนื่องก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่และชาวบ้านทุกคนก็จะต้องช่วยกันดูแลเค้าด้วย เพราะช้างตัวนี้ประชาชนทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ ชุมชนในพื้นที่ ก็คือตัวแทนคนไทยทั้งประเทศที่ดูแลสมบัติของชาติ เพราะฉะนั้นในการติดตามเค้าก็อาจจะเอายาใส่ไว้ในกล้วย ขนุน ให้เค้าได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ณ วันที่ถ่ายทำรายการ หมอประเมินผลว่า โอกาสรอดของช้างค่อนข้างริบหรี่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยให้เค้าอยู่รอดได้ก็คือ สัญชาตญาณของตัวเค้าเอง
ธรรมชาติบำบัดจะช่วยดูแลตัวเค้าเอง



พี่ติ๊ก: ขอบคุณคุณหมอ ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้
คุณหมอ: ก็ต้องขอบคุณทุกๆคนเช่นกัน ถ้าไม่ได้ทุกคนภารกิจนี้ก็คงไม่สำเร็จ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกัน
สิ่งหนึ่งที่บอกไว้ในใจกับช้างก่อนให้ยาสลบ
คือ ดูแลตัวเองให้ดี แล้วจะดูแลญาติพี่น้องให้นะ



ขอขอบคุณ ทีมแพทย์ ทหารพราน เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ช่วยกันเข้าไปรักษาสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บ
เรารู้ว่าเป็นภารกิจที่หนัก และเหนื่อย ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ
และขอบคุณพี่ติ๊กและทีม navigator ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปช่วยเหลือช้าง พร้อมกับเก็บภาพมาให้เราได้ชมกันด้วยค่ะ
เป็นทริปที่ประทับใจมากนะคะ ที่เราได้เห็นชีวิตอีกชีวิตนึงสามารถอยู่รอดต่อไปได้บนโลกใบนี้

**ขอขอบคุณข้อมูลจาก mesaya's bloggang.com นะค่ะ



11月16日

ชีวิตนี้อุทิศเพื่อช้าง

ชีวิตนี้อุทิศเพื่อช้าง

ผมชื่อภัทรพล  ผมเป็นคนรักษาช้าง

เรียนจบมาทำงาน  รักษาช้างในพงไพร

ช้างป่ามีอยู่ทั่ว  ทุกคนกลัวความปลอดภัย

ไม่กล้าจะเข้าไป   ทำให้ไร้คนดูแล

ช่วยช้างบุญยิ่งใหญ่  ควรร่วมใจช่วยกันแก้

อย่าให้ใครรังแก  รักช้างแน่ต้องช่วยกัน

ช้างนั้นเป็นสัตว์ใหญ่  ต้องร่วมใจอย่าแข็งขัน

ช้างป่วยช่วยเร็วพลัน  หากไม่ทันช้างต้องตาย

ตัวอย่างที่รักษา  เป็นช้างป่ากว่าจะหาย

ต้องตรวจทั่วร่างกาย   และมอบหมายคนติดตาม

พลายเขาสิบห้าชั้น  ขุนซ่องนั้นคนยังถาม

รักษานานแสนนาน  จนอาการช้างเริ่มดี

แต่แล้วเหตุการณ์เศร้า  ช้างนั้นเล่าไม่คิดหนี

ทิ้งร่างไว้ไร้ชีวี  โดยไม่มีวันกลับมา

จากนี้ช้างต้องอยู่  หมอล็อตดูขันอาสา

และขอปาววารนา   รักษ์ช้างป่าจนวันตาย

 

หัวหน้าบุญลือ พูลนิล ผู้ประพันธ์

 

 
10月30日

บทความจากวารสาร







ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด

ปฏิบัติการคล้องช้าง "พลายสามพราน"

  

 
10月28日

บทสัมภาษณ์จากอะเดย์

Untitled

อันดับที่ 32 นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน

                หลังจากจบทางด้านสัตวแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร หนุ่มฮิปฮอป คนนี้เข้าทำงานในตำแหน่งผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา 4 ปี หลังจากที่ทำงานนั่งคิดเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม เขาเริ่มรู้ตัวเองและอยากนำความรู้ที่เรียนมาลงมือทำมากกว่า จึงเข้าทำงานในตำแหน่งสัตวแพทย์สัตว์ป่าในกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชอย่างเต็มตัว และกลายเป็นสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในเวลาต่อมา

                ไม่คิดอยากจะเปิดคลินิกรักษาสัตว์น่ารัก ๆ อย่างสุนัขหรือแมวบ้างหรือ ทำไมตั้งว่าต้องรักษาช้าง ?

                ผมเป็นคนสุรินทร์ เห็นช้างมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยคิดว่าปัญหาเรื่องช้างเจ็บป่วยเป็นปัญหาที่เราสามารถช่วยแก้ไขได้บวกกับว่าส่วนตัวไม่ชอบทำงานในห้องเล็ก ๆ หรืออยู่ในโรงพยาบาล จึงตั้งว่า 5 ปีแรกของการทำงานจะไม่หวังเรื่องรายได้แต่อยากทำอะไรเพื่อสังคม เพราะสังคมให้อะไรเยอะตั้งแต่เราเกิด ถ้าเราอยากได้อะไรคืน เราก็ต้องทำเพื่อสังคมก่อน ถ้าเรามัวแต่หวังผลประโยชน์ คุณธรรมและจริยธรรมในใจก็จะหมดไปโดยอัตโนมัติ ที่มาที่ไปของตำแหน่งสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงงานในวุฒิสภาจะเป็นงานระดับสูงที่ใคร ๆ ก็อยากทำ แต่ผมก็ไม่ได้มองเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์และอยากทำอะไรที่ตัวเองเรียนมามากกว่า ก็เลยขอลาออก คณะกรรมาธิการก็ไม่อยากให้ออก เพราะว่างานกำลังไปได้ดี เขาก็เลยเสนอทางเลือกให้ผมเสนอไปว่า มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าที่ผมสามารถเข้าไปทำงานได้แล้วยังขาดอยู่ ผมจึงเสนอสัตวแพทย์สัตว์ป่าเพราะว่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติยังมีปัญหาเรื่องการบาดเจ็บและโรคระบาดของสัตว์อยู่มาก แต่ไม่มีใครเข้าไปดูแล เมื่อรัฐสภายอมรับและเห็นด้วยในหลักการของผมแล้ว ในฐานะที่ผมเสนอเอง ก็เป็นหน้าที่ผมที่ต้องเขาไปรับผิดชอบซึ่งเป็นงานที่กดดันมาก เพราะเราต้องทำในสิ่งที่เราพูดให้ได้ ใครที่เป็นหัวหอกแทงคนแรกจะต้องแผ่ขายให้กว้างที่สุด

                การทำงานร่วมกันระหว่างนักอนุรักษ์รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่มีความขัดแย้งในด้านทัศนคติบ้างหรือเปล่า ?

                มีครับ มุมมองของนักอนุรักษ์ในอดีตจะมองว่าการเกิดแก่เจ็บตายของสัตว์ป่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ หมอไม่ควรเข้าไปยุ่ง แต่สถานการณ์ในวันนี้มันเปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกเหตุผลคือแต่ก่อนหมอจะพรีเซนต์ตัวเองว่าหมอเข้าป่าเพื่อรักษาช้าง ทำให้ขัดแย้งโดยตรงกับความคิดของนักอนุรักษ์ในอดีต หมอจึงต้องชี้แจงให้ชัดว่าหน้าที่ของเราคืออะไร ซึ่งจริง ๆ หมอมีภารกิจมากว่าการรักษา และ แนวทางการรักษาคือจะไม่เอาเขาออกจากป่า ซึ่งคงเป็นการดีที่หมอถือกระเป๋าไปหาคนไข้ที่บ้าน เรารู้สึกภูมิใจมากที่สุดก็คือเรามีโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็คือป่านั้นเอง

                กดดันหรือหนักใจในเรื่องอะไรบ้างในฐานะสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรก ?

                ถ้าเป็นสัตว์เรื่องหรือสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์ เราก็สามารถรักษาเขาได้เต็มที่ แต่ในกรณีสัตว์ป่าถ้าตัวหนึ่งเจ็บป่วยก็เหมือนหนังเรื่องใหม่เรื่องหนึ่ง เราต้องคิดให้ดี อย่างชะนีถูกไฟช็อตแขนเน่า เราก็ต้องตัดแขนออกไม่ให้แผลลุกลามและถ้าชนะมีไม่มีแขนก็เหมือนคนไม่มีหัว อยู่ไปก็ทรมาน เราอาจจะช่วยให้เขาไปอย่างสงบ ซึ่งมันค่อนข้างขัดกับความรู้สึกของวัฒนธรรมไทย แต่เมื่อเราตัดสินใจแล้ว เราก็ต้องยืดอกและตอบสังคมให้ได้ว่าทำไมเราถึงต้องทำให้มันตาย

                อะไรเปลี่ยนความคิดคุณจากเด็กที่เกเรหันมาทำงานเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ?

                ตอนนั้นรู้ตัวว่าเป็นคนชั่ว ก็คิดว่าเกิดมาทีเดียว จะขอเป็นคนดีแบบอื่นไม่ได้เลยเหรอ เคยจิตนาการว่าตัวเองอยู่ในห้อง ๆ หนึ่ง แล้วมีคนถามว่าใครเป็นคนดีบ้างยกมือขึ้น ผมก็มานั่งนึกว่า ถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์นั้น ผมอยากเป็นคนที่ยกมือขึ้นแล้วบอกว่า ผมนี่แหละเป็นคนดี

                สถานการณ์ของป่าและสัตว์ป่าอยู่อยู่ภายใต้กลุ่มผู้มีอิทธิพลเหมือนยุค
คุณสืบ นาคะเสถียรหรือเปล่า ?

                เป็นอยู่ แต่วันนี้นักทำลายและนักอนุรักษ์คานกันอยู่ที่ 50:50 เหมือนนักมวย 2 คนทีมีแต้มเท่ากัน ซึ่งปัจจัยชนะของนักมวยทั้ง 2 ฝ่ายนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักมวย แต่ขึ้นอยู่กับพี่เลี้ยงฝั่งอนุรักษ์ก็คือประชาชนและรัฐบาล ส่วนพี่เลี้ยงของนักทำลายป่าก็คือนายทุน ว่าฝั่งใครจะโยนผ้าขาวก่อนกัน...

 

ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์จากนิตยสาร a day

คอลัมน์ 50 หนุ่มในฝัน(เวอร์ชั่น a day)

 

               

 

 

10月26日

ข่าวเศร้า สุสานช้าง


50717144

ตายหมู่ - จนท.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเครือหวาย และสัตวแพทย์ ตรวจซากช้างป่า 6 ตัว พากันตายหมู่ในป่าเขตติดต่ออ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี กับอ.บ่อไร่ จ.ตราด สงสัยโรคระบาด หรืออาจกินพืชที่มียาฆ่าแมลงของชาวบ้าน ตามข่าว

สลดช้างป่า 6 ตัวสุมหัวตายกลางป่าลึกโป่ง น้ำร้อน จันทบุรี ชาวบ้านเข้าไปพบเหลือแต่ซาก กระดูก หนัง คาดตายมาแล้วกว่า 2 เดือน สัตวแพทย์ระบุเป็นเพศเมียทั้งหมด คาดตายเพราะสารเคมีของชาวบ้านที่อยู่รอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ขอเวลา 1 สัปดาห์ตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง จากอาหารในกระเพาะ เพราะตามตัวไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 ต.ค. นายอำนาจ ม่วงปรางค์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเครือหวายเฉลิมพระเกียรติ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมด้วยน.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติฯ นำเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังเทือกเขาป่าเครือหวาย ในท้องที่บ้านคลองพลู หมู่ 4 ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง จันทบุรี เขตติดต่อ ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ จ.ตราด ภายหลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีช้างป่า 6 ตัว ตายมาเป็นเวลานานกว่า 2 เดือน และซากช้างป่าสุมกองรวมกันที่บริเวณสุสานช้างภายในป่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อทั้งหมดเดินทางไปถึงพบชาวบ้านกว่า 50 คน อยู่บนภูเขา และนิมนต์พระสงฆ์ 3 รูป ทำพิธีสวดส่งวิญญาณของช้าง 6 ตัว พบว่าซากมีแต่กระดูก และซากเนื้อไขมันเต็มพื้นที่กว่า 50 ตารางเมตร จากการตรวจสอบทราบว่า ช้างทั้งหมดเป็นเพศเมีย เนื่องจากพบขนาย ซึ่งเป็นงาขนาดเล็กของช้างตัวเมีย คาดว่าช้างที่ตายมีอายุสูงสุด 40 ปี รองลงมา 30 ปี และอีก 4 ตัว มีอายุประมาณ 10 ปี

น.สพ.ภัทรพลกล่าวว่า หลังรับแจ้งจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเครือหวาย ว่ามีช้างตาย 6 ตัว รู้สึกตกใจและไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จากการตรวจสอบช้างตายมาแล้ว 2 เดือน และตายในลักษณะสุมหัวนอนตายรวมกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เหมือนรู้ตัวว่าจะตาย จึงมานอนตายรวมกัน ส่วนสาเหตุที่ทำให้ตายสันนิษฐานไว้ 2 สาเหตุ คือ เกิดโรคระบาดขึ้นในพื้นที่ และกินอาหารเป็นพิษที่เกิดจากสารเคมีของเกษตรกร ส่วนจะเป็นสาเหตุใดจะต้องรอผลการพิสูจน์จากห้องทดลอง โดยจะนำเศษอาหารในซากช้างไปตรวจ จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการฆ่าแน่นอน เนื่องจากไม่มีร่องรอยของบาดแผลตามลำตัวและหัวแต่อย่างใด

"ผมประเมินไว้ว่าน่าจะมาจาก 2 สาเหตุ โรคติดต่อและอาหารเป็นพิษ ครั้งแรกที่ทราบคิดว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ เพราะช้างทั้ง 6 ตัวเอาหัวชนกันแล้วนอนตาย ช้างมีพฤติกรรมที่รู้ตัวว่าตาย ก็จะมารวมตัวกันตายที่ด่านช้างหรือสุสานช้าง เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ และน่าเสียดายเป็นการสูญเสียช้างป่าคราวเดียวถึง 6 ตัว" น.สพ.ภัทรพลกล่าว

ด้านนายจำนงค์ คำแสง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ จ.ตราด กล่าวว่า ช้างป่าโขลงนี้เคยมาบุกรุกกินอาหาร ในพื้นที่ต.หนองบอน ใน 2-3 หมู่บ้าน และทำลายผลไม้และพืชไร่เสียหายเป็นพันไร่ในทุกปี ในช่วงเดือนต.ค.ถึงเดือนธ.ค. แต่ปีนี้ยังไม่มีช้างมากินพืชในพื้นที่ ต.หนองบอน กระทั่งมาทราบว่าช้างตายรวดเดียว 6 ตัว จึงเข้ามาดู แม้ช้างโขลงนี้จะเคยทำลายพืชผลของชาวบ้าน แต่ก็รู้สึกเสียดายที่ช้างต้องมาตาย

ที่มา ข่าวสด

10月25日

เขียนถึงคุณหมอล็อต

หมอสัตว์ป่า... ผมเองก็เป็นหมอสัตว์ป่านะ เพราะอาจารย์มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็น และก็เป็นที่มาของชื่อชมรมสัตวแพทย์สวนสัตว์และสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย เพราะมีหมอสวนสัตว์และหมอสัตว์ป่า (จากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นๆ) เป็นสองกลุ่มหลักในตอนนั้น หน้าที่ของหมอสัตว์ป่า คือให้การป้องกันโรคและรักษา มองสภาพแวดล้อมร่วมกับนักวิชาการป่าไม้ ในการแก้ไขที่อยู่อาศัย ขนาดของพื้นที่อาศัย อาหารที่เพียงพอ และหลากหลายตามความต้องการ สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพของสัตว์ป่า และมีอีกหลายอย่างมากมายที่หมอแต่ละคนประสบและคาดไม่ถึง เพราะคำว่าป่านั้นกว้าง ทั้งป่าใหญ่ ป่าชุมชน สัตว์ป่าก็กว้าง ทั้งในป่าใหญ่และป่าชุมชน รวมทั้งป่าที่มีส่วนคายเกี่ยวกับชุมชน หรือชายขอบของป่า ที่มักจะเกิปัญหาระหว่างพื้นที่อาศัย สัตว์ป่าและมนุษย์ผู้เจริญกว่า... จึงต้องมีการทำงานชุมชน เหมือนนักสังคมทั่วไป สร้างความเข้าใจและพัฒนาชุมชนไปพร้อมๆ กัน

รวมทั้งหมอสัตว์ป่าอาจจะต้องคิดค้นวิจัย ให้สัตว์ป่าที่อยู่ในชุมชนเดียวกับคน ได้อยู่ร่วมอาศัยด้วยกันได้ โดยไม่มีการทำลาย นำแนวคิดและกระบวนการต่างๆ เสนอชุมชน เพื่อการอยู่แบบพึงพาอาศัย และอาศัยความสมดุลของนิเวศ

แต่จะยกตัวอย่างน้องหมอคนหนึ่ง คือ "หมอล็อต" ผมได้มีโอกาสได้เห็นหมอรุ่นน้องท่านนี้ เดินตามรอยหมอสัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่ อาจารย์อลงกรณ์ รวมทั้ง อาจารย์ปานเทพ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช้างอีกท่าน แต่หมอเขาจะเดินตามใครผมไม่ทราบจริงๆ แต่ภาพที่เห็นมันเป็นความภาคภูมิใจที่หมอสัตว์ป่าทุกท่านได้รับ ผมเห็นหมอล็อตออกทีวีติดตามช้างป่วยเพื่อทำการรักษา นั่นอาจจะเป็นเพียงภาพหนึ่งที่คนภายนอกได้เห็น แต่งานที่หมอทำมันมากกว่านั้น และไม่ใช่แค่ช้าง

นอกจากนี้ ไข้หวัดนก ก็มี หมอต้อม และหมออีกหลายท่านที่ติดตามอย่างใกล้ชิด ทำการสำรวจนกป่าที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นพาหะของโรค

นอกจากนี้ยังมีหมอช้างอีกจำนวนมากที่ภาคเหนือ ทั้งของ มช. และศูนย์เอง หมอช้างที่สุรินทร์ หมอทั่วประเทศที่ยังระดมกำลังกันช่วยสัตว์ป่า เช่น หมอเปี๊ยก ที่เพิ่งกลับจากปางช้างแม่สา ที่มี หมอตุ๊ก เป็นหมอประจำอยู่ที่นั่น รวมทั้ง หมอเกษตร ที่ช่วยแร้งกลับมองโกเลีย มีอีกเยอะหลายคน ผมเล่าเฉพาะบุคคลที่เป็นข่าวในช่วงนี้เท่านั้นเอง

ดังนั้นภาระหน้าที่ของหมอสัตว์ป่าจะให้กล่าวกันนั้นคงจะยาก เพราะยังมีงานอีกมากในประเทศที่เรายังต้องคิดใหม่ๆ และต้องทำเพิ่มมากขึ้นไปอีก 
Posted by :แรนดอล์ฟ

วัน/เวลา :8/3/2550 10:53:31

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์ คลีนิกออน์ไลน์สำหรับสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษค่ะ

ช่วยลูกช้าง หลงโขลงเขาใหญ่

 

ราวบ่ายสามโมงวันเสาร์ที่ 21 ม.ค. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวฝรั่งคนหนึ่งว่ามีลูกช้างเดินโซซัดโซเซที่ข้างทางไปสถานีควบคุมเขาเขียวของกองทัพอากาศ

พอพนักงานรับโทรศัพท์วางสาย ก็รายงานหัวหน้าฝ่ายป้องกัน คือ นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ ทราบ แล้วคุณประวัติศาสตร์ก็นำเจ้าหน้าที่อีก 6 คนขึ้นรถกระบะไปยังจุดที่ได้รับแจ้ง

พอไปถึงก็เจอลูกช้างสูงสัก 80 ซ.ม. หนักราว 70 ก.ก. อายุประมาณเดือนเศษเดินสะเปะสะปะอ่อนระโหยโรยแรงที่ข้างทาง คุณประวัติศาสตร์สั่งกำลังส่วนหนึ่งกระจายออกหาโขลงแม่ของมัน เพราะกลัวอยู่แถวนั้นแล้วเข้ามาทำร้าย แต่ก็ไม่มีวี่แววของโขลงช้าง กำลังส่วนหนึ่งเข้าไปหาช้างน้อยนั้น

ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นว่า อาจเป็นลูกช้างบาดเจ็บ เพราะเดินโซเซท่าทางอ่อนแอ

จากนั้นคุณประวัติศาสตร์รีบต่อโทรศัพท์ถึงหมอล็อต หรือน.สพ.พีรพร มณีอ่อน ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นายสัตวแพทย์ประจำหน่วยสัตวแพทย์สัตว์ป่าเคลื่อนที่ ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหว และให้คำแนะนำเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสัตว์ป่าป่วย หรือบาดเจ็บอยู่เสมอ

คุณประวัติศาสตร์ให้รายละเอียดแก่หมอล็อตว่า มันคงพลัดจากโขลงมานานพอสมควร เพราะไม่ได้ยินเสียงแม่มันแถวนั้นเลย และคงหิวนมมากเดินกะปลกกะเปลี้ย พอชนต้นไม้ใหญ่ก็อ้าปากดูดต้นไม้เสียงดังจ๊วบๆ เป็นที่น่าเวทนา

หมอล็อตแนะนำทางโทรศัพท์ว่า อันดับแรกเอาน้ำให้มันกินก่อน แต่ต้องเป็นน้ำสะอาด คุณประวัติศาสตร์จึงให้เจ้าหน้าที่เอาน้ำดื่มเทใส่กระแป๋งให้มัน แต่มันก็ไม่สนใจกินน้ำนั่น

หมอล็อตจึงว่า มันอาจจะยังดื่มน้ำจากกระแป๋งไม่เป็น ลองให้มันกินจากขวดพลาสติกดู

เจ้าหน้าที่ชื่อนายสมนึก สนเทียนวัด เล่าว่า พอเอาขวดน้ำแหย่เข้าปากเท่านั้นแหละ มันดูดจ๊วบๆ อย่างหิวกระหาย หมดน้ำไปแปดขวด แต่คงจะกินเข้าไปได้สักห้าหกขวด นอกนั้นหกเรี่ยราดหมด เห็นแล้วยิ่งเวทนาสงสาร ส่วนเรื่องการระวังภัยไม่ต้องพูดถึง คือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรใดๆ เลย

หมอล็อตแนะนำต่อว่า อย่างนั้นต้องรีบป้อนนม แต่ตอนนั้นยังหานมไม่ได้ ต้องให้อาหารอ่อนๆ ไปก่อน คุณประวัติศาสตร์จึงให้ลูกน้องหากล้วยสุกมาด่วน ระหว่างรอกล้วยต้องคอยประคองมันไว้ เพราะไม่อยู่นิ่งเลย เดินล้มลุกคลุกคลาน คล้ายกับเด็กเพิ่งหัดเดิน จิตใจมันคงจะกระวนกระวายโศกเศร้าว้าเหว่เหมือนเด็กพลัดหลงพ่อแม่ เข้าหาคนโดยไม่รู้สึกกลัวเหมือนสัตว์ป่าทั่วไป

พอได้กล้วยสุกมาแล้วก็แกะเปลือกออกบิป้อนเป็นคำเล็กๆ พอมันกินสักพักหนึ่งก็ถ่ายจู๊ดๆ ออกมาเป็นก้อนเหมือนกับที่ป้อนเข้าไป สันนิษฐานกันว่า กระเพาะอาหารยังไม่ทำงาน หรือย่อยไม่ได้



สิ่งที่ทีมงานต้องคิดหนักในตอนนั้น คือแล้วจะทำอย่างไรกับมันต่อไป เพราะไม่มีวี่แววของแม่มันเลย จะปล่อยไปตามเวรตามกรรมก็คงอดตาย หรือไม่ก็โดนฝูงหมาไนรุมกัดกินแน่ๆ เพราะเขาใหญ่มีหมาไนชุกชุมเหลือเกิน ศัตรูอื่นๆ อย่างเสือ หรืองูจงอางมันก็คงไม่รู้จักอีกเหมือนกัน อันตรายมีอยู่รอบตัว ไหนจะตกหลุมตกเขา เพราะมันคงยังไม่รู้จักเส้นทางเดินของโขลงช้างแน่

หรือถ้าจะเอาขึ้นรถไปเลี้ยงที่สำนักงาน ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือมันอย่างไร หัวหน้าทีมเลยให้รอจนกว่าแม่ของมันจะกลับมารับเข้าโขลงอย่างเก่า ซึ่งดีที่สุดสำหรับการมีชีวิตรอดของมัน เพราะตามธรรมดาแล้ว แม่ช้างหรือสัตว์ไหนๆ ก็รัก หวง ห่วงลูกกันทั้งนั้น

โดยเฉพาะช้างมันจะห่วงทารกช้างมากกว่าสัตว์ใดๆ เท่าที่เคยเห็นโขลงช้างที่มีลูกน้อย จะมีแม่ และพี่เลี้ยงอีกหลายตัวคอยประคบประหงม ไม่ให้ลูกช้างน้อยซึ่งตามปกติจะซุกซนเตลิดออกนอกกลุ่มไปได้เลย เพราะลูกช้างไร้เดียงสา คืออาหารอันโอชะของสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่อย่างกับเสือ เป็นต้น

หลังจากทีมงานรอ รอแล้วรออีก ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของโขลงแม่มันเลย ระหว่างนั้นก็โทรศัพท์ขอคำแนะนำจากหมอตลอดเวลาจนเกือบมืด ในที่สุดคุณประวัติศาสตร์ก็ตัดสินใจ "เอ้า พวกเราช่วยกันอุ้มขึ้นรถไปสำนักงาน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ช่วยชีวิตมันให้รอดก่อน"

แล้วคืนนั้นหมอล็อตก็เดินทางมาถึงเขาใหญ่ พร้อมกับนมผง เวชภัณฑ์ วิตามินซี วิตามินบี แคลเซียมเม็ด น้ำเกลือ และผงเกลือแร่ ที่แวะซื้อมาตามรายทางเท่าที่คิดว่าอะไรคือของจำเป็น และเงินที่มีติดกระเป๋า แล้วก็ให้นม น้ำ โดยเอาใส่ในขวดน้ำดื่มพลาสติกให้มันดูด

วันรุ่งขึ้นก็ไปหาน้ำพืชที่เป็นน้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำมันปาล์ม หมอล็อตบอกว่า น้ำมันมะพร้าวจะมี capric acid อยู่มาก แล้วเจ้า capric acid นี้มีมากในน้ำนมช้าง เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทารกช้าง เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่รายงานนายชัยรัตน์ สยามฤต ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ และนายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้สั่งการช่วยเหลือลูกช้างอย่างเต็มกำลัง และให้แนวทางปฏิบัติว่า หลังจากช่วยลูกช้างจนแข็งแรงปลอดภัยแล้ว ให้หาวิธีนำไปคืนแม่โดยเร็วที่สุด

นอกจากนั้น ยังรายงานส.ว.เพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา ประธานอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา และคุณดุลสิทธิ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เพราะทั้งสองติดตามให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านสัตว์ป่าของเขาใหญ่เสมอมา



จากการให้น้ำ นม วิตามิน เกลือแร่ แคลเซียม กล้วยสุก ฯลฯ และรักษาบาดแผลรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ ตามร่างกายอันเกิดจากหนามหรือกิ่งไม้ รวมถึงรอยบาดแผลที่หนังหุ้มอวัยวะเพศ มันก็แข็งแรงกระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้นเป็นลำดับ

ระหว่างนั้นคุณประวัติ โวหารดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สั่งติดตามโขลงช้างที่บริเวณที่พบลูกช้าง นายสุทธิพร สินค้า พนักงานคนหนึ่งเล่าว่า ไปเจอโขลงหนึ่งที่อาจจะเป็นแม่ของมัน แต่เข้าใกล้ไม่ได้ เพราะมันอยู่กันกระจัดกระจาย ไม่ได้รวมกันเป็นกลุ่ม ถ้าเป็นโขลงแม่มันจริงจะอันตรายมาก ได้ยินเสียงอยู่ห่างๆ เลยไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นโขลงของแม่มันหรือไม่ การติดตามจึงยุติลง



วันพุธที่ 25 ม.ค.เมื่อทีมงานเห็นว่ามันแข็งแรงดีแล้ว ก็ออกตามหาโขลงแม่ของมัน เพื่อปล่อยกลับคืนธรรมชาติ เจออยู่หลายโขลงแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นแม่หรือไม่ เพราะช้างป่าเขาใหญ่มีหลายโขลง นักวิชาการเคยประมาณไว้ว่า มีอยู่ราวๆ 200 ตัว(ลักษณนามของช้างเลี้ยงคือเชือก ช้างป่าคือตัว) ระหว่างนี้ติดตามหาแม่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็ดูแลเลี้ยงมันให้แข็งแรงที่สุด โดยมีหมอล็อต หมอตู่ หรือน.สพ.ทวี พงษ์สุพรรณ นายสมนึก สนเทียนวัด และนายสุทธิพร สินค้า พนักงานอุทยานดูแลอย่างใกล้ชิด

คำถามที่เกิดแก่ทุกคน คือมันพลัดหลงจากโขลงได้อย่างไร มีหลายคำตอบ จากการสันนิษฐานของ หมอล็อต คุณประวัติศาสตร์ คุณดุลสิทธิ์ และคุณสาโรจน์ประพันธ์ สรุปได้ว่า หนึ่ง โขลงของมันอาจแตกตื่นอะไรสักอย่าง เช่น ช้างใหญ่ตัวผู้ชนกัน จนโขลงแตกกระจัดกระจาย สอง ลูกช้างตัวนี้อาจอ่อนแอมาก เดินตามโขลงไม่ทัน จนแม่ต้องทิ้งมัน แต่ไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

แล้วก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาว่า "อ๋อ แม่มันคงยังเป็นนักศึกษามั้ง"

ขอขอบคุณ เว็บไซต์ ภาคีช้างไทยนะค่ะ

นู๋กานต์คิดว่าบทความนี้น่าจะนานแล้วนะค่ะ
แต่ก็อยากนำมาแบ่งปันกันอ่าน

10月21日

Biography

ชื่อ-นามสกุล : นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ : เบญจมาภรณ์มงกุฏไทย

ผ่านการอบรมหลักสูตร
๑.เคี่ยวเข้มบัณฑิตใหม่หมอสัตว์ป่า
๒.conservation biology and wildlife management
๓.นิติวิทยาศาสตร์ทางสัตวแพทย์
๔.การจัดการนิเวศวิทยา ระหว่างมนุษย์ ปศุสัตว์ และสัตว์ป่า อยู่ในระบบนิเวศน์เดียวกันอย่างสมดุล

ประสบการณ์ในการทำงาน
- นายสัตวแพทย์ ๔ สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ กรมปศุสัตว์
- อาสาสมัครสัตวแพทย์ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
- เลขานุการคณะทำงานรักษาช้างป่าพลายทองผาภูมิ
- ที่ปรึกษาสวนสัตว์
- วิทยากรหลักสูตร เคี่ยวเข้มบัณฑิตใหม่หมอสัตว์ป่า
- อาจารย์พิเศษ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์
- อนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
- เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
- นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
- ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
- นายสัตวแพทย์ประจำหน่วยสัตวแพทย์สัตว์ป่าเคลื่อนที่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ – เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
- นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
- ที่ปรึกษามูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อห้าจังหวัด

ผลงานทางวิชาการ
-งานวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพ้เนื่องจากการฉีดวัคซีน เฮโมรายิก เซพติกซีเมียในช้าง
-งานวิจัยเรื่อง ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างเลี้ยงและช้างป่าในประเทศไทย ของ คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
-ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและอนุรักษ์ช้าง ของคณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติ
ในคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา (อยู่ระหว่างการพิจารณา)
- แนวทางการรักษาช้างป่าขาหัก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
- หัวหน้าโครงการพิพิธภัณฑ์ศึกษาโครงกระดูกช้าง หมู่บ้านช้าง จังหวัดสุรินทร์
- บทบาทและแนวทางการทำงานของสัตวแพทย์ในพื้นที่อนุรักษ์
 


10月20日

ปฐมบท

lotterfanclub.spaces.live.com
 
จัดขึ้นเพื่อ
เป็นที่รวมตัวของ
เหล่าแฟนคลับ
"หมอล็อต"
 
แลกเปลี่ยนความคิด
พูดคุยเรื่องราวของสัตว์ป่า
ระหว่างแฟนคลับด้วยกัน
หริอ
หมอล็อตกับแฟนคลับ
 
- - - - - - - - - - - - - - - - -
 
พูดคุยกัน ผ่าน BLOG
แบ่งปันภาพ ผ่าน PHOTO
 
สเปซนี้
นู๋กานต์(ผู้ร่วมอุดมการณ์)
จัดทำขึ้น