Lotter's profileหมอล็อต,น.สพ.ภัทรพล มณีอ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 03

    INTO THE WILD2

    INTO THE WILD 2
    น.สพ. ภัทรพล มณีอ่อน

              ยามเย็นของวันที่สายฝนโปรยปราย อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เรามีนัดสัมภาษณ์กับสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของเมืองไทย “หมอล็อต” หรือ น.สพ. ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์สัตว์ป่า ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ในย่านประชาชื่น และสัมผัสแรกที่เราได้ฟังถึงเรื่องราวการทำงานภายใต้ความเสี่ยงรอบด้านจากการเข้าไปรักษาสัตว์ที่บาดเจ็บในป่าจริงๆ อยู่ๆ เราก็คิดถึงภาพของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลสส์ (รับบทโดย อีมิล เฮิร์สช์ จาก สปีด เรเซอร์) ภาพยนตร์เรื่อง INTO THE WILD ขึ้นมาทันที

              คริส เป็นนักศึกษาหนุ่มที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม แต่เลือกที่จะปฏิเสธการเรียนต่อทันทีหลังจากที่เรียนจบคอเลจและนำเงินที่สะสมไว้กว่า 24,000 ดอลลาร์ ไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลทั้งหมด หลังจากนั้นก็หนีออกจากบ้านโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น อเล็กซานเดอร์ ซูเปอร์แทรมป์ เพื่อเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติในป่าลึกเพียงลำพัง

              ดูเหมือน คริส และ หมอล็อต มีจุดเชื่อมโยงกันแค่เรื่องของป่าเท่านั้น แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้จากคนทั้งคู่ที่มีเหมือนกัน คือ ความศรัทธาและความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัดสินใจและลงมือกระทำมันอย่างกล้าหาญ และนำมาซึ่งการเรียนรู้ที่ว่า ความสุขจะเป็นจริงเมื่อถูกแบ่งปันกับคนอื่นหมอล็อต ก็เช่นเดียวกัน ความสุขของเขานอกจะได้ช่วยเหลือสัตว์ให้มีสวัสดีภาพชีวิตที่ดีที่สุด การได้สานฝันให้คนอื่นเป็นจริง คือความสำเร็จที่เขาประสบอยู่ในใจแล้ว

             "เพราะศรัทธาในตัวเอง ศรัทธาในวิชาชีพสัตวแพทย์ ศรัทธาในธรรมชาติที่เราเห็น จึงทำให้ผมมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ และสิ่งที่ทำให้ผมภูมใจที่สุดในวันนี้คือ การได้เห็นหมอล็อต คนที่สอง ซึ่งเกิดจากสังคมเห็นความสำคัญ เข้าใจ และยอมรับในบทบาทภารกิจของสัตวแพทย์สัตว์ป่ามากขึ้น สิ่งที่ทำ ณ เวลานี้มันไม่ใช่ความผันของเรามันไม่ได้เป็นความต้องการของเรา แต่มันเป็นการทำเพื่อความฝันของคนอื่น จริงๆ แล้วมีหมอ มีคนที่อยากทำตรงนี้เยอะมากเพียงแต่ว่าเขาไม่สามารถที่จะก้าวเดินตามความฝันเขาได้ ทางกลับกัน เราไม่ได้ฝัน เราไม่ได้ชอบ เราไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่เราทำ แต่เราศรัทธาในสิ่งที่เรากำลังจะทำ และเราก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำสามารถสานฝันให้กับคนอื่นให้เป็นจริงได้ คือเรื่องบางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องทำเพื่อตัวเอง เพียงแต่ว่าเรื่องบางเรื่องอาจต้องเลือกสิ่งอื่นก่อนตัวเอง"

    QUESTIONS WITH OUR YOUNG WILDLIFE VETERINARIAN

     01 - ในการทำงานมีการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสัตว์ป่าบาดเจ็บไหม

              " เราเน้นการทำงานทั้งเชิงรับและเชิงรุกไปในตัว เชิงรับหมายถึงการรักษาที่ตัวสัตว์ เพื่อให้เขาพ้นขีดอันตราย ส่วนในเชิงรุก คือเราต้องนำเสนอให้ชุมชนได้รู้ว่า สัตว์มันบาดเจ็บอย่างนี้เราต้องตามเข้าไปรักษา เรามีเวลาเหลือเท่าไหร่ สัตว์มีเวลาเหลือให้เรารักษาเท่าไหร่ ซึ่งพื้นที่บางพื้นที่ชาวบ้านยังล่าสัตว์ และยังคงใช้บ่วงดักสัตว์อยู่ พอเราคุยให้ชาวบ้านฟังถึงปัญหาที่เราพบ คนที่เป็นคนล่าเขาจะรู้สึกตัว ขณะเดียวกันชุมชนก็ทราบ เขาก็จะไปตักเตือนกันเองเพราะฉะนั้นเมื่อคนทำ ถูกสังคมพิพากษาเขาก็กลับใจมาร่วมงานกับเราผลงานผมไม่ได้มาจากเครื่องชี้วัดว่าปีหนึ่งผมรักษากี่ตัว ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะนั้นคือการจัดการดี ปัญหาก็ไม่เกิด"

     02 - สัตว์ป่ามีสัญชาตญาณในการป้องกันตัวสูง มีวิธีเข้าถึงตัวเขา เพื่อทำการรักษาอย่างไรให้ปลอดภัย

              "เราต้องประเมินสถานการณ์ก่อนว่า สัตว์ตัวที่ได้รับบาดเจ็บแบบนี้ ถ้าปล่อยให้เขาดำรงชีวิตตามธรรมชาติของเขา จะทำให้หายเองได้ไหม ถ้าสภาพไม่หนักมาก อยู่รอดโดยธรรมชาติได้ กินพืชอาหารที่เป็นพืชสมุนไพรแล้วทำให้เขาอยู่รอดได้ ก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่งแต่ถ้าดูจากสภาพอาการบาดเจ็บแล้วค่อนข้างหนัก แถมถ้าปล่อยให้เขาดำรงชีวิตตามธรรมชาติเช่นนี้ จะยิ่งทำให้อาการรุนแรงชั้นก็ต้องเข้าไปช่วย ซึ่งโดยธรรมชาติของสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว เขาจะมีสัญชาตญาณการหลบหนีหรือเวลาจวนตัวเขาก็จะทำร้ายเราได้นั้นหมายความว่าเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้แล้วอย่างเวลาเรากินข้าวในป่า คือกินกันเต็มที่เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นมื้อสุดท้ายหรือเปล่า ไม่ใช่แค่อันตรายจากสัตว์ป่าเท่านั้น เรื่องโรคที่อยู่ในป่าอีก ผมเป็นมาเลเรียมาสองรอบเกือบตาย และบ่อยครั้งที่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บเพราะสัตว์ทำร้าย ภัยอันตรายรอบด้าน"

              "สัตว์หนึ่งตัวบาดเจ็บ คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไร แล้วทำไมต้องเอาคนที่มีความสำคัญหลายๆ คนมารักษา แถมยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงสารพัด มันจึงมีคำถามว่าคุ้มหรือเปล่า ผมพยายามบอกเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า ไม่ต้องมองอะไรลึก คือชีวิตหนึ่งมีค่าเท่ากับอีกชีวิตหนึ่ง เราก็แค่หนึ่งชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้ เทียบเท่ากับสัตว์ป่า เทียบเท่ากับมดตัวหนึ่งมีชีวิตเท่ากัน แล้วถ้าหนึ่งชีวิตสามารถรักษาอีกหนึ่งชีวิตได้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว แต่ถ้าหนึ่งชีวิตนั้น สามารถรักษาอีกหลายชีวิตได้ นั้นคือกำไรที่แท้จริงของหนึ่งชีวิตที่เกิดมา"

     03 - สัตว์ป่าตัวแล้ว ตัวเล่าที่เข้าไปรักษาจนหาย สัมผัสได้ถึงคำขอบคุณจากเขาไหม?

              " โดยธรรมชาติของสัตว์ป่าแล้ว ถ้าไม่บาดเจ็บจริงจะไม่โผล่มาให้คนเห็น เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาโผล่มาให้คนเห็นนั่นแสดงว่าไม่ไหวแล้ว และการที่เราจะเข้าไปช่วยรักษาเขาได้ผมมองว่าผู้ปฏิบัติงานเอง ต้องมีใจที่บริสุทธิ์ ต้องศรัทธาในสิ่งที่กำลังทำ ถึงแม้ว่ามันจะอันตราย ถึงว่าจะทำไปโดยไม่ได้อะไร แต่ก็ต้องศรัทธาในตัวเอง ศรัทธาในทีมงาน แล้วพอเราเข้าไป เหมือนสัตว์เขารู้ว่าเรามาช่วย อย่างผมรักษาช้างน้อยตัวมากที่ผมจะยิงยาสลบช้างในระดับที่มันสลบจริงๆ ส่วนใหญ่ผมให้ระดับที่เขาแค่ซึม ซึ่งเขาสามารถที่จะหันมาเตะมาทำร้ายหมอได้ ทำร้ายเจ้าหน้าที่หรือเอางาแทงหมอได้แต่เขาก็ไม่ทำ เขายืนนิ่งสะบัดงวง เอาหูแกว่งไปมา บางทีถ้าหมอฉีดยาหรือทำแผลเจ็บหน่อยก็ม้วนงวงเข้าปากแล้วก็ร้องในลำคอ ยอมให้หมอรักษาแต่โดยดี "

              " พอเรารักษา ดูแลเสร็จ แววตาที่เขามองเรา มันอาจจะสาธยายเป็นคำพุดไม่ได้ แต่เรารู้ว่าแววตาที่เขามองเราพฤติกรรมการโบกหูสะบัดไปมา แกว่งหางไปมา หรือแม้กระทั่งพวกเสือ พวกแมวป่าที่เวลาเรารักษาแล้วเขาหันมาร้องเหมี๊ยว...กับเรา แล้ววิ่งเข้าป่าหายไป มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับว่า นี่คือสิ่งตอบแทนที่เราได้ คือความอิ่มเอิบใจ คือความปลื้มปิติยินดี แล้วเป็นสิ่งที่ทีมงานเราภูมิใจมากเหมือนกับเราได้ให้ชีวิตใหม่เขา "

     04 - อะไรคือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการไปช่วยเหลือสัตว์ในป่าแล้วนำกลับกลับมาใช้ชีวิตในเมือง

              "มุมมองเปลี่ยนไปนะ จากเมื่อก่อนไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่ ไม่สบายก็ปล่อยให้หายเอง กินเหล้าเฮฮาสังสรรค์กับเพื่อนๆ ใช้ชีวิตตามประสาวัยรุ่นทั่วไป แต่หลังจากที่ได้เข้าไปรักษาชีวิตสัตว์ป่าแล้ว ทำให้เรารู้ว่าชีวิตเรามีค่า หากชีวิตเราไม่สมบูรณ์ ไม่พร้อม เราก็ไม่สามารถไปช่วยชีวิตอื่นได้ ณ เวลานี้ดูแลตัวเองดี เตรียมพร้อมตลอดเวลา เพราะเรารู้ว่าชีวิตเราหนึ่งชีวิต มันมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของอีกหลายชีวิต เราเป็นความหวังของอีกหลายชีวิต ซึ่งคำพูดประโยคนี้ผมจะพูดกับทีมงานทุกคน ทีมงานของผมบางคนกินเหล้า ดูแลตัวเองไม่ดี ไม่ค่อยเอาถ่านสักเท่าไหร่ แต่พอเขาได้ไปช่วยชีวิตสัตว์ป่า ตัวหนึ่ง สองตัว สามตัว ใครที่ว่าชีวิตเขาไม่เอาถ่าน ไม่ได้เรื่อง ไม่ใช่แหละ เขามีคุณค่าต่อการอยู่รอดของสัตว์ป่วยอีกหลายชนิด บางคนกลับใจเลิกเหล้า ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี เพื่อจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในยามที่สัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บ"

     05 - จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสัตว์เลี้ยงเข้าป่า

              " มีสองกรณีคือ ถ้าเอาสัตว์เลี้ยงไปปล่อยป่า เขาต้องเผชิญชีวิตด้วยตัวของเขาเอง หากินไม่เป็น ดำรงชีวิตไม่ได้ โดนสัตว์อื่นทำร้าย สุดท้ายก็ตาย หรือถ้าไม่ตายก็จะเกิดปรากฏการณ์ เอเลี่ยนสปีชล์ หรือสัตว์ต่างถิ่น การนำพันธุกรรมแปลกปลอมเข้าไปในป่า อย่างเช่นเอากระต่ายบ้านไปปล่อยในป่า กระต่ายบ้านกับกระต่ายป่าก็จะผสมข้ามสายพันธุ์กัน เกิดลูกออกมาเป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งในระยะยาวก็กลายเป็นปัญหาในเรื่องระบบสืบพันธุ์ได้ หรือการนำสัตว์เลี้ยงไปเที่ยวอุทยาน ไม่ว่าจะเป็นสุนัขหรือแมว นอกจากจะเป็นการรบกวนนักท่องเที่ยวในด้านของเสียงแล้ว ในเรื่องของการขับถ่าย ยังสามารถนำโรคไปสู่สัตว์ป่าได้ เช่นพยาธิ และไวรัสบางตัว "

     06 - ตอนนี้มีโครงการอะไรที่ต่อยอดความคิดในการดูแลสัตว์ป่าที่เจ็บป่วยบ้าง

              "ตอนนี้กำลังจะฝึกอบรม การปฐมพยาบาลสัตว์ป่าเบื้องต้น สำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานทั่วประเทศ มาอบรมเรื่องการช่วยเหลือสัตว์ป่า โดยใช้ความรู้ทั้งชีวิตของผม ซึ่งการทำงานของผม ผมเอาการเรียนรู้ทั้งชีวิตมาทำงานเพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องยากตรงที่ผมจะเอาสิ่งที่เราเป็นและเรียนรู้มาทั้งชีวิตมาบีบให้เป็นหลักสูตรเหลือแค่ 4 วัน แล้วสอนบุคลากรที่ไม่มีความรู้พื้นฐานในเรื่องนี้เลย ให้เขามีความรู้ มีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาสัตว์ป่าในระยะเวลา 4 วัน เป็นเรื่องยากมาก"

              "หลังจากที่การฝึกอบรมจบลง พวกเขาเหล่านั้นจะกระจายไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วเวลามีเหตุฉุกเฉินสัตว์ป่าบาดเจ็บ เขาก็สามารถรักษาในขั้นพื้นฐานได้ เขาสามารถติดต่อประสานงานกับหมอได้ คุยกันรู้เรื่อง ปฏิบัติตามคำสั่งที่หมอแนะนำได้ ซึ่งจะทำให้การดูแลสุขภาพของสัตว์ป่ากลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยที่หมอไม่ต้องเดินทางไป"

                "ซึ่งพออบรมเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานเสร็จ รุ่นหลังๆ ก็จะมีตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร และชาวบ้านเข้าร่วมอบรมด้วย พอครอบคลุมทั่วประเทศปุ๊บ เราก็จะทำเป็นคอร์สอินเตอร์ เชิญเจ้าหน้าที่จากประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม มาร่วมอบรม เพราะเรามองว่าในถูมิภาค พื้นที่ป่าติดกัน ไม่มีรั้วกั้น การแบ่งเขตพื้นที่แต่ละประเทศมันเป็นการแบ่งเพื่อความมั่นคง เพื่ออธิปไตยของประเทศนั้นๆ แต่สัตว์บางชนิดมันไปมาซึ่งกันและกัน"

               ถ้าจะบอกว่าบทสัมภาษณ์จบลงเพียงเท่านี้ หลายคนคงรู้สึกเสียดายและยังไม่อิ่มใช่ไหม... เราก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ แม้ YOURPET ทั้งเล่ม ก็ยังไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวดีดีของผู้ชายมหัศจรรย์คนนี้ได้หมด ถ้าอย่างนั้นขอแนะนำให้คนที่อยากฟังคุณหมอเล่าเรื่องดีๆ มีคุณค่า ให้ลองหาเทปรายการ คนค้นคน ย้อนหลังมาดู แล้วจะรู้ว่า “หมอล็อต” หรือ นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน มีค่าต่อการเฝ้ารอของชีวิตสัตว์ป่าแค่ไหน

    หัวใจหมอ หัวใจสัตว์

    " หัวใจหมอ-หัวใจสัตว์ " แรงบันดาลใจ vol. 1 No. 7 july 2008 

              เวลาที่สัตว์บาดเจ็บกับป่วย เขาไม่ได้ต้องการหมอที่เก่งที่สุดนะ แต่เขาต้องการหมอที่มารักษาเขาอย่างเร็วที่สุด แต่ด้วยสิ่งที่เรามีมันทำให้เราไปช้ากว่า แล้วอาการสัตว์ก็หนักกว่าเดิม พอไปถึงชาวบ้านเขาก็รอเราอยู่แล้ว เพราะเขาก็แจ้งเรามานาน ไปถึงปุ๊บเขาด่าผมบางคนก็เอาก้อนหินขว้างใส่หัวแตกก็มี ซึ่งผมเข้าใจความรู้สึกของเขาที่เห็นสัตว์เจ็บตรงหน้านะ มันนานมากถ้าเทียบแล้ว 1 นาที มันหมายถึง 1 ชั่วโมง

              ตอนนี้ผมเป็นไข้หวัดใหญ่ครับเป็นมาประมาณจะ1เดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เป็นมาลาเรียมาแล้ว 2 ครั้ง ช่วงนั้นมันมีภาพที่ทำให้ผมหดหู่มากเลยนะ ตอนที่ผมกับเจ้าหน้าที่ 7 คน เข้าไปรักษาลูกช้างป่าตกเขา ที่เขาชะเมาจังหวัดระยอง เวลานั้นมาลาเรียแรงมาก  เจ้าหน้าที่ป่วยเป็นมาลาเรีย 4 คน ผมต้องรักษาลูกช้างนอนให้น้ำเกลือลูกช้าง แล้วก็ต้องดูแลเจ้าหน้าที่ ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ลูกช้างด้วย มันสะท้อนใจมากก็คิดไปว่านี่หรอวะ...บุคคลที่เป็นทรัพยากรดูแลสัตว์ เขาปากสั่น ตัวเหลือง ตอนค่ำต้องรีบเข้ามุ้งเพราะยุงมาแล้ว ผมเองก็เป็นไข้ขึ้น ตัวสั่น ปวดหัว แต่ผมภูมิใจนะที่ป่วยเป็นมาลาเรีย เพราะมันอยู่ในสถานการณ์ที่ควรจะเป็น เราทำงานในป่าเราก็ต้องเป็นอยู่แล้ว ผมมองว่ามันก็ดีนะเราจะได้มีภูมิคุ้มกัน แล้วผมก็ต้องรักษาชีวิตของตัวเองให้ดีด้วย เพราะยังมีชีวิตอื่นๆ รอผมอยู่

              ผมเป็นคนจังหวัดสุรินทร์ครับ  มีพ่อเป็นตำรวจ พอผมอายุได้ 3 ขวบ พ่อก็ย้ายไปรับตำแหน่งประจำที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เราทุกคนในครอบครัว ทั้งแม่-พี่ชาย-พี่สาวและผม ก็เลยต้องย้ายตามไปด้วย และด้วยความที่ผมเห็นพ่อทำงานแบบนี้มาตั้งแต่เด็กพ่อก็เลยเป็นฮีโร่ของผม และแน่นอนครับความใฝ่ฝันของผมจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากโตขึ้น  ผมจะเป็นตำรวจ แต่โชคชะตาก็ผลิกผลัน ผมไปสมัครสอบนายร้อยแต่สอบไม่ติด ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะได้เรียนนายร้อย เพราะมีคะแนนการเป็นลูกตำรวจช่วยส่วนหนึ่ง  ประกาศนียบัตรต่าง ๆ จากการเป็นนักกีฬาก็เป็นคะแนนช่วยอีกส่วนหนึ่ง ถึงขนาดนี้ก็ยังสอบไม่ติด ความมุ่งหวังในการเป็นตำรวจแบบพ่อจึงจบลง ซึ่งผมเองก็ยอมรับครับ อาจจะด้วยตอนเด็กผมเป็นคนเกเรไม่ค่อยตั้งใจเรียนทั้ง ๆ ที่แม่ก็จะพูดกรอกหูตลอดว่า “ไอ้ล็อตนะ มันเป็นคนหัวดีมันเป็นคนเรียนเก่งเสียแต่มันขี้เกียจ”

              ก็อย่างว่าครับการทำตัวเวลาอยู่ในบ้านกับอยู่นอกบ้านของผม จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกบ้านเรื่องชกต่อยนี่มันเป็นเรื่องธรรมดา นั่นเพราะช่วงที่ผมเกเรเวลาทำอะไรเพื่อน ๆ เห็นเราเป็นผู้นำ เพื่อน ๆ ชอบ มันก็ทำให้อึกเหิมทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นผมรู้ว่ามันไม่ดี แต่ทำแล้วเพื่อนชอบเพื่อนยอมรับก็เลยต้องทำ พอสอบนายร้อยไม่ติดตอนนั้นก็เริ่มคิดแล้วว่าจะไปทางไหนดี และด้วยนิสัยเกเรที่ยังติดตัวอยู่ ก็คิดสั้น ๆ แค่ว่า พ่อแม่น่าจะเลี้ยงได้พอมาคิดอีกทางด้วยความที่ผมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล ซึ่งก็ถือได้ว่ามีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง กะว่าจะเอาดีด้านนี้ แต่พอเกิดการบาดเจ็บ เอ็นขาด กระดูกแตก ก็เลยกลับมาคิดอีกว่าต่อให้เล่นกีฬาดีแค่ไหน แต่พอบาดเจ็บขึ้นมาชีวิตมันก็ไปไหนไม่ได้จุดหักเหของความคิดมันก็เลยเริ่มเปลี่ยนก็มานั่งคิดว่าต้องเรียนอะไรซักอย่าง ที่มันสามารถทำให้เราทำมาหากินได้ สร้างความมั่นคงสร้างความอยู่รอดให้กับตัวเองได้  แล้วคำพูดของแม่ก็แว่วอยู่ในหูตลอด ผมก็เลยมาคิดว่าเอ...หรือว่าผมเป็นแบบนั้น ก็เลยหันมาขยันตั้งใจเรียน ซึ่งช่วงนั้นผมจะคบเพื่อน 2 กลุ่ม คือกลุ่มเด็กเรียน กับ กลุ่มเด็กเกเร อย่าเวลาไปกับเพื่อนเกเรก็ไปเกเร  แต่พอมาที่ที่กลุ่มเพื่อนเด็กเรียนผมก็ตั้งใจเรียน

              พอถึงช่วงเอ็นท์ตอนแรกผมไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์แพทย์มากมาย รู้แค่ว่าเป็นหมอรักษาหมาหมอตอนควาย  ตอนแรกก็คิดไปว่าจะใช้โควตานักกีฬาเลือกเรียนวิศวะแต่พอมานั่งนึกถึงวิชาคำนวณ เอ...ผมไม่ไหว หรือว่าจะเรียนด้านบริหาร เอ...อันนี้ก็ไม่ชอบ แล้วบังเอิญอีกผมไปเห็นพี่ ๆ ที่เคยรับโควตานักกีฬา พอไปเรียนจริง ๆ ต้องเลิกเล่นกีฬามาเรียนอย่างเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่าเรียนหนัก มันกลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผมมาก ผมอยากพิสูจน์ความจริงตรงนี้ ก็คิดว่าเอ...มันหนักขนาดไหนที่ว่าเรียนหนัก  เอาเวลาไปเที่ยวหญิง...เอาเวลาไปดูหนังมากกว่ามั้ง...เพราะผมคิดว่าถ้าแบ่งเวลาได้ ทำไมจะเรียนไปด้วยเล่นกีฬาไปด้วยไม่ได้ ก็มันไม่ได้เรียนตลอด 24 ชั่วโมงนี่นา  ก็คิดว่าเอาล่ะ...เราจะเล่นกีฬาไปด้วยเรียนไปด้วย   แล้วก็มาคิดว่าจะเรียนสาขาวิชาที่มันยาก ๆ ซึ่งก็คือเรียนหมอ  แล้วก็มาคิดต่อว่าถ้าเป็นหมอรักษาคน  เราก็สามารถสื่อสารกันว่าเจ็บนั่นเจ็บนี่ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นรักษาสัตว์ ..สัตว์ไม่สามารถสื่อสารกับเราได้ซึ่งมันยากกว่า อย่างเช่นเวลาที่แมวหรือหมาป่วยแต่ละตัวมันก็จะร้องแตกต่างกันออกไป  ผมก็เลยโป๊ะเซะ!! มันยากดีงั้นเลือกเรียนด้านนี้ดีกว่า

              กระทั่งผมมาสอบติดคณะสัตว์แพทย์ศาสตร์ในโควตานักกีฬา ซึ่งผมได้เล่นบาสเกตบอลให้มหาวิทยาลัยแล้วก็สโมสรด้วย พอทำไปทำมาก็มีเหตุผลบางประการ ทำให้ผมต้องเปลี่ยนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครแทน  ซึ่งผมจะบอกว่าสิ่งที่ผมอยากพิสูจน์ความจริงจากรุ่นพี่  ว่าเรียนไปด้วยเล่นกีฬาไปด้วยมันสามารถ  ทำได้จริงหรือไม่  ผมยอมรับว่า 6 ปี ของการเรียนนั้นมันหนักมาก ต้องขอบคุณที่มีเพื่อนดี ปริญญาที่ผ่านมาได้ผมต้องยกให้เพื่อน 30 % เพราะพวกเขาช่วยผมมาตลอด 6 ปี แห่งการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยหลังจากเรียนเสร็จแล้วก็ต้องซ้อมบาสเกตบอลถึงประมาณ 4 ทุ่ม แล้วผมก็กลับมาอ่านหนังสือถึงประมาณตี 4 แล้วก็นอนจากนั้นประมาณ 9 โมงเช้าก็ไปเรียน  มันเป็นแบบนี้มาตลอดแต่ผมไม่เคยท้อนะ เพียงแต่ว่าช่วงชีวิตการเป็นวัยรุ่นอาจจะขาดหายไป การเรียนด้านนี้สำหรับตัวผมแล้วสนุกมากครับ 

    เพราะมันจะคำถามตลอดมันเป็นการเรียนที่ไม่อยู่กับที่ไม่ซ้ำซาก  มันเป็นการเรียนรู้เพื่อการช่วยเหลือรวมไปถึงการอยู่รอดของชีวิตสัตว์ และนี่เองครับที่ช่วยขัดเกลานิสัยเกเรหรือว่ามีจุดดำในใจผมให้กลายเป็นคนอ่อนโยนทั้ง ๆ ที่ผมไม่ใช่คนรักสัตว์!! ผมไม่ใช่พ่อพระ!! " ผมเห็นอาจารย์อาวุโสด้านสัตวแพทย์หลายท่านทำงาน ผมว่ามันเป็นงานที่ทำเพื่อสังคมเป็นงานที่มี ศักดิ์ศรีเพียงแต่ตอนนี้ อาจารย์ท่านอายุมากขึ้นทุกวัน  แต่ไม่มีใครมาทำงานสืบต่อตรงนี้เลย มันก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากมาทำงานตรงนี้  ผมแค่อยากแบ่งเบาภาระของท่านเหล่านี้  อย่างที่บอกพื้นฐานของผมไม่ใช่คนรักสัตว์  แล้วก็คิดว่าอะไรที่คนทำเยอะแล้วก็อย่าไปทำซ้ำกับเขา ถ้าอันไหนขาดเราก็ไปเติมเต็มตรงนั้นจะดีกว่า"


            ความคิดของผมการมารักษาสัตว์ป่านั้น  ก็เพราะคนอื่นเขามาเปิดคลินิกรักษาสัตว์ทั่วไปแล้ว แต่สัตว์ป่ามันไม่มีใครมาช่วยเหลือเลย มันเหมือนภาพจิ๊กซอว์ที่ขาดไป 1 ชิ้น แล้วไม่มีใครมาต่อให้มันสมบูรณ์ ซึ่งผมก็รู้ว่าการเปิดคิลนิกรักษาสัตว์นั้นรายได้มันย่อมได้มากกว่าแน่นอนอยู่แล้ว  แต่พ่อกับแม่เคยสอนเอาไว้ว่าอย่าทะเยอทะยาน อย่าไปมุ่งหวังหาความสบายให้ตัวเองมากนัก  เราเกิดมาเพื่อสังคมถ้าเราอยากให้สังคมดีเราก็ต้องทำดี สังคมมันก็จะไดดี  พี่ชายผมเองตอนนี้ก็ทำงานที่กรมป่าไม้จังหวัดสุรินทร์  เขาก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมทำงานด้านนี้  เพราะเขาจะบอกเสมอว่าการทำงานนั้น  ให้เราเอากล่องก่อนเอาเงิน  ถ้าเราทำตรงนี้ทรัพย์สินเงินทองความสบายมันจะตามมาทีหลังเอง พ่อ-แม่-พี่ชาย-พี่สาว  ก็เลยไม่ได้ความหวังเรื่องเงินทองจากผม

              " การทำงานในการรักษาสัตว์ช่วงที่ลำบากที่สุดก็คือ ตอนมีเหตุการณ์แล้วรถไม่เข้าป่า  ผมก็ต้องสะพายเป้นั่งรถโดยสารไปรักษาสัตว์บาดเจ็บกับป่วย เขาไม่ได้ต้องการหมอที่ที่เก่งที่สุดนะ แต่เขาต้องการหมอที่มารักษาเขาอย่างเร็วที่สุด แต่ด้วยสิ่งที่เรามีมันทำให้เราไปช้ากว่า  แล้วอาการสัตว์ก็หนังกว่าเดิม  พอไปถึงชาวบ้านเขาก็รอเราอยู่แล้วเพราะเขาก็แจ้งเรามานาน ไปถึงปุ๊บเขาด่าผมบางคนเขาก็เอาก้อนหินขว้างใส่หัวแตกก็มี  ซึ่งผมเข้าใจความรู้สึกของเขาที่เห็นสัตว์เจ็บตรงหน้านะ มันนานนะถ้าเทียบแล้ว 1 นาที มันหมายถึง 1 ชั่วโมงนะ  แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนนิสัยผมถ้ามีคนมาทำอย่างนี้ผมเอาตายเลยนะ  แต่พอถึงตรงนั้นความสนใจมันจะพุ่งไปที่ต้องรักษาสัตว์ก่อน พอรักษาเสร็จคนที่ขว้างก้อนหินใส่ผมเขาก็มาขอโทษ ผมก็หายโกรธไม่โมโหแล้ว จากนั้นก็มาอธิบายถึงข้อจำกัดให้เขาฟังว่าทำไมผมถึงมาช้า ซึ่งเขาก็เข้าใจผมว่าอะไรที่เป็นการเริ่มต้นมันต้องเหนื่อย ต้องท้อ ต้องเสียสละบ้าง ถ้าเรามัวแต่งอมืองอเท้า ว่าไอ้นี่ขาดไอ้นั่นขาดงานมันก็ไม่ได้ เพราะงานของผมยังมีคนมีสัตว์ที่รออยู่  นี่คือมุมมองของการริเริ่มทำงานของหมอสัตว์ป่า"

         เมื่อการเริ่มต้นเริ่มขึ้น มันมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ประทับใจ ทั้งในตัวบุคลทั้งในส่วนของงานอย่างพี่ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ  ซึ่งประจำอยู่เขาใหญ่ ตอนนั้นพี่เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายป้องกันและปราบปราม อายุก็ไม่ต่างจากอายุผมมาก นิสัยก็จะออกแนวนักเลง ๆ เรามีความเห็นพ้องต้องกันว่า อย่างกรณีที่มีสัตว์บาดเจ็บหรือป่วย ควรจะมีหมอเข้ามาช่วยเหลือเรื่องสุขภาพอย่างเร่งด่วน แต่บางครั้งพอเกิดเหตุการณ์อย่างช้างเจ็บป่วยกะทันหันแต่ความพร้อมเราก็ไม่มี   ไม่มีอย่างเงินที่จะมาเติมน้ำมันรถที่จะขับเข้าป่าไปรักษาสัตว์  มันมีความจริงในช่วงแรก ๆ ที่เราต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้ได้เงินมา และบางครั้งก็ต้องไปหาหยิบยืมคนอื่นก่อน โดยช่วงแรกของการทำงานเราไม่พูดว่าเราลำบากยังไงเดือดร้อนยังไง แต่เราจะบอกว่าเราทำได้

              การเข้าไปในป่าในแต่ละครั้งใช้เวลาต่างกันแค่ไหนมันแล้วแต่ว่าเคสนั้น ๆ หนักเบามากน้อยอย่างไร บางครั้งเป็นอาทิตย์ บางครั้งก็เป็นเดือน  ถ้าตามสัตว์ไม่เจอก็จะมีแผนปรึกษากับชาวบ้านเพื่อช่วยกันตามหา ทุกภารกิจที่อยู่ในป่าทุกนาทีที่อยู่ในป่ามันมีค่ามีประโยชน์มาก ซึ่งบางครั้งชาวบ้านเขาจะเกรงใจเรามากหมอจะกินจะนอนยังไง คนแก่บางคนเห็นผมแล้วยกมือไหว้ผมก่อน ผมจะบอกเลยว่าคุณตาครับ ต้องให้ผมไหว้ก่อนนะบางครั้ง สัตว์บาดเจ็บ ก็ดึงชาวบ้านมาช่วยคราวนี้ล่ะ เขาจะจำวิธีรักษาไปจนตาย ก็ถือเป็นการทำงานแบบ บูรณาการที่เราต้องสร้างศรัทธาให้ชาวบ้านก่อน ไม่ใช่ว่ามีแต่ตำแหน่งไปสั่ง ๆ ๆ อย่างนี้เราไม่ได้ใจเขาแน่นอน เพราะถ้าเราได้ใจเขาเราทำอะไร ขอความร่วมมืออะไรมันจะง่ายขึ้น แล้วพื้นที่การทำงานของผมจะออกทั่วประเทศ เวลามีคนแจ้งมาผมก็จะดูว่าสาเหตุของการบาดเจ็บคืออะไร  ถ้าเกิดจากโซ่อาหารสัตว์ล่าสัตว์เหยื่อก็จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง แล้วสัตว์นั้นมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์มากน้อยแค่ไหน อย่างสัตว์ตัวนี้เป็นอะไรไป มันจะส่งผลต่อระบบนิเวศไหม อย่างนี้ผมจะเข้าไปยุ่ง อย่างช้าง กระทิง เสือ วัวแดง มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ผมก็ต้องไป แต่ถ้าเป็นกวาง ชะนี เราอาจจะเข้าไปช่วยในกรณีที่ทำให้พ้นทุกข์จากความทรมาน

              ฉะนั้นหน้าที่ของผมเวลาทำงานจะมีอยู่ 2 ความเหมาะสมคือ 1. ช่วยเพื่อให้สัตว์รอด ผมมาเพื่อช่วยรักษา 2. ช่วยเพื่อให้พ้นจากทุกข์ทรมาน เพราะตรงนี้เราจะมีการประเมินเลยว่าสัตว์ตัวนี้ถ้ารักษาไปแล้ว พอมีชีวิตอยู่เขาจะอยู่บนโลกนี้ลำบากขึ้นกว่าเดิมไหม ถ้าอย่างนี้เราก็ช่วยเขาให้ไปอย่างไม่ทุกข์ทรมานดีกว่า  จากการรักษาสัตว์ป่ามามีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสะเทือนใจ อย่างเวลา 4 ทุ่มกลางป่าลึกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีช้างตัวหนึ่งติดเชื้อในกระแสเลือด หลังจากรักษา 2 อาทิตย์ก็ดีขึ้นแต่ก็มีปัญหาเรื่องบาดทะยัก เรื่องเลือดในร่างกายทำลายระบบเลือดในร่างกาย ทำลายระบบปราสาท ผมกับเจ้าหน้าที่เราออกติดตาม ก็เห็นว่าเขานอนหมดสติอยู่กลางป่าลึก ตอนนั้นเราไม่มีอะไรเลย เราต้องการยาแอนตี้ท็อกซิน จำนวนหนึ่ง เราต้องการเครื่องมือทางการแพทย์จำนวนหนึ่งอย่างด่วน!!

    เพราะโอกาสของช้างตัวนี้เป็นตายเท่ากัน นาทีนั้นในตัวผมมียาบางส่วนอยู่ในตัวบ้าง ผมก็ให้เจ้าหน้าที่คนอื่นคอยวัดอัตราส่วนการหายใจ วัดชีพจร แล้วก็บอกว่าชีพจรเท่านี้ต้องให้ยาเท่านี้ ส่วนตัวผมก็ต้องออกจากป่าไปหายาฆ่าพิษจากแบคทีเรียมาให้ได้  ผมต้องออกจากป่ามาที่โรงพยาบาลอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ฝนก็ตกรถเป็นของหน่วยงานซึ่งดอกยางไม่ดี ด้วยความที่ผมรีบทำให้รถคว่ำ  แต่ดีที่ผมไม่เป็นอะไร ก็มานั่งรอโบกรถต่อ ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องเอายากลับไปรักษาช้างให้ได้ 

    ในที่สุดผมก็ได้ยามาผมก็นั่งรถคนอื่นมาถึงจุดเข้าป่าที่จะไปรักษาช้าง  เชื่อไหมว่าผมวิ่งตรงเข้าไปอย่างเร็วที่สุดวิ่งแบบไม่คิดชีวิต พอไปใกล้จุดที่ช้างอยู่ผมก็ตะโกนถามเจ้าหน้าที่ว่าช้างเป็นยังไงบ้าง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าผมมาช้าไป 20 นาที " เหตุการณ์นี้ผมสะเทือนใจมาก มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมไม่อยากให้เกิด แล้วมันก็เกิดคำถามว่าถ้าเราพร้อมกว่านี้ช้างป่าตัวนี้ก็ไม่ตาย ตัวช้างเองเขาก็อยากรอดเหมือนเรา เมื่อก่อนเขาเป็นอะไรไปก็ไม่มีใครรู้ สัตว์ป่าถ้าเขาไม่บาดเจ็บถ้าเขาไม่ป่วยเขาจะมาโผ่ลมาให้เราเห็น  เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นเขา แสดงว่าเขาอาการไม่ดีแล้ว  เหตุการณ์คืนนั้นบีบคั้นผมแบบสุด ๆ เลยนะ ก็เข้าไปเตะเขา…แบบ… รอกูสักหน่อยก็ไม่ได้

               แม่มารู้เหตุการณ์นี้เพราะพี่สาวเล่าให้ฟังก็เลยเห็นใจ แม่ก็เลยดาวน์รถมาให้เพื่อจะได้ขับเข้าไปช่วยเหลือสัตว์ป่า เพราะตัวผมเองก็เข้าใจว่าระบบราชการมันก็ต้องมีติดขัดบ้าง แต่เมื่อเราเลือกที่จะทำงานนี้เราก็ต้องช่วยในสิ่งที่เราช่วยได้ ผมก็มองว่าถ้าเรารักษาชีวิตหนึ่งได้ มันก็สามารถรักษาได้อีกหลายร้อยชีวิตเช่นกัน มันถือว่านี่คือกำไรของชีวิตเวลาเข้าป่ามันห้ามเรื่องป่วยไข้ไม่ได้ ผมก็พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ทำงานในป่ามันไม่ได้มีเฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น ยังมีพวกหาของป่า มีพวกล่าสัตว์ป่า มีปืน มีกับดัก บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ไปโดนอาวุธแบบนี้ ผมก็เคยคิดว่าเมื่อไหร่จะเป็นผมที่โดนแบบนั้นบ้าง ลำพังสัตว์อย่างเดียวไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่มนุษย์ด้วยกันนี่แหละสำคัญ บางทีมีการปะทะกันเพราะเขาไม่รู้ว่าเราป็นหมอ รู้แค่ว่ามีคนมาก็ใส่เลย แล้วอาวุธเขาจะพร้อมกว่าเจ้าหน้าที่ ซึ่งอย่างเราไป 10 คนมีปืนกระบอกเดียว แถมโดนน้ำยิงไม่ได้อีก ก็เลยเกิดการตะลุมบอลชกต่อยกัน เคยมีครั้งนึงผมโดนเขาปามีดใส่หัว แต่โชคดีที่ไม่โดนมันแค่เฉี่ยวไปแค่นิดเดียว


                เวลาอยู่ในป่าผมก็ต้องบอกตัวเองว่ากินให้อิ่มเต็มที่ แล้วอาหารก็ไม่ได้มีอะไรเลิศหรูเลย แค่ไข่ต้มกับน้ำพริกปลาร้าแค่นี้ก็อร่อยที่สุดแล้ว ผมต้องกินให้อิ่มเพราะไม่รู้ว่าอาหารมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายของผมไหม แล้วในป่ากลางวันกับกลางคืนอันตรายเท่า ๆ กันเพียงแต่กลางคืนผมจะกลัวผี!! บางทีไปรักษาช้างบาดเจ็บกลางวันเขาจะไม่ออกมาจะออกมาก็ตอนกลางคืน  ผมกับเจ้าหน้าที่ก็จะเอาอาหารไปล่อตามจุดล่อ กลางคืนมันวังเวงแสงจันทร์สลัว ๆ บางทีพอฟ้าแลบฟ้าร้อง ภาพที่เราจ้องก็หลอนเหมือนกัน ผมเคยเจอลูกไฟเท่าลูกบอลลอยอยู่ เรื่องแบบนี้ผมจะไม่ลบหลู่ " ช่วงรอช้างปรากฏตัวต้องใช้ความอดทนมาก ผมกับเจ้าหน้าที่ต้องกอดปืนอยู่ที่ห้างบนต้นไม้ ทาหน้าดำ เราเคยรอทั้งคืนก็ไม่มา ก็ต้องมารอในวันถัดไป บางคืนมีเผลอหลับได้ยินเสียงพวกหาของป่ามา ถ้าอย่างนี้เราต้องรีบลงจากห้างเพราะถ้าอยู่บนนั้นเราจะเป็นเป้าให้เขายิงเราทิ้งได้ แต่บางทีตั้งหลักทันก็จะเข้าไปจับกุมได้เหมือนกัน ทำงานในป่าถึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่กับสัตว์ หมอกับสัตว์เท่านั้น ผมถึงอยากให้สังคมรับรู้และเข้าใจในเรื่องการทำงานอย่างเรา ผมว่าเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญนะ แต่สิ่งที่สำคัญที่ต้องการก็คือกำลังใจและความเข้าใจมากกว่า


               " ผมยังจะทำงานนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะไม่รอว่าต้องมีคนนั้นคนนี้มาทำ ผมก็จะทำหน้าที่ของผมต่อไป เราก็ต้องสร้างของเราเอง เพื่อทำให้คนทั่วไปรู้เรื่องความเป็นไปของสัตว์ป่าตอนนี้นอกจะทำงานในพื้นที่แล้ว ผมยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเป็นการทำงานในเชิงรุกด้วย " การอยู่รอดของสัตว์ป่า เป็นตัวชี้วัดการอยู่รอดของมนุษย์ ถ้าสัตว์ป่าไม่มีมนุษย์ก็อยู่ลำบากแล้ว โดยหน้าที่ผมป็นหมอรักษาสัตว์ป่าของไทย แต่โดยเนื้องานจริง ๆ ผมเป็นหมอสัตว์ป่าของโลกนะ เพราะสัตว์ป่ามีอยู่ทั่วโลก การบาดเจ็บมันมีอยู่ทั่วโลก แล้วการแบ่งเขตแดนของประเทศมันแบ่งเพื่อความมั่นคงเพื่อการปกครอง มีบางครั้งที่ผมต้องไปรักษาที่ ลาว เขมร นี่ถ้าตอนนี้ไม่เป็นไข้หวัดใหญ่ผมก็จะไปดูแลสัตว์ที่พม่าด้วย เพราะเขาเกิดภัยพิบัติ เวลามีคนบาดเจ็บก็มีการช่วยคน แต่ไม่มีใครพูดถึงสัตว์ป่าเลย ผมมีหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องทำตรงนี้  อาจจะด้วยผมมีภาพที่ฝังใจสมัยที่อยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนนั้นภูเขาถล่มทับหมู่บ้าน น้ำที่ทะลักมาเป็นโคลนหมดเลย มันมีสัตว์ทั้ง เก้ง กวาง ลิง ตะขาบ ไปออกันอยู่ที่ต้นไม้ต้นเดียวเพราะมันหนีตาย ผมก็เลยไม่ตีกรอบว่าเป็นสัตว์ป่าเพียงเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นหมอสัตว์ของโลก ซึ่งแต่ละปีเราจะมีการประชุมสัตวแพทย์ที่ทำงานด้านสัตว์ป่ามาประชุมกัน ประกอบด้วยอาจารย์ นักวิชาการ มาระดมสมองกัน ถึงวันนี้ผมยอมรับว่าเริ่มมีคนหันมาสนใจเรื่องสัตว์ป่ามากขึ้น นั่นอาจจะเพรสมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ และการทำงานเชิงรุกในหลายทาง "


                    ณ .วันนี้หน้างานของผมอาจจะไปได้ด้วยดี แต่หลังงานอาจจะขาดในเรื่องของการดูแลคนรอบข้าง แต่ลุงของผมบอกว่าตอนนี้สถานะทางสังคมของผมคือผู้ให้ ไม่ใช่ผู้รับให้ผมภูมิใจในสถานะในสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ " ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็จะเดินต่อไปเราต้องยึดมั่นด้วยตัวเอง อาจารย์หมออลงกรณ์ เคยพูดว่าการทำความดีให้ทำไปเถอะ ไม่ต้องไปกลัวว่าจะไม่มีใครเห็น อย่างน้อยในหลวงท่านเห็นในหลวงท่านรู้  ถ้าไปเจอพระบรมฉายาลักษณ์ท่านที่ไหนก็ให้ยกมือไหว้ แล้วไม่ต้องไปน้อยใจ ไม่ต้องไปท้อ ทำความดีถวายในหลวง มันเป็คำวิเศษมีเวทย์มนต์มาก จากที่ ล้ม ๆ อยู่ก็แบบ…เอาวะ ทำดีเพื่อในหลวง " ผมจะทำหน้าที่นี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะทำงานแบบบูรณาการ แล้วก็จะซื่อสัตย์ยึดมั่นต่อวิชาชีพนี้ แล้วก็ยังยืนยันว่าผมไม่ใช่คนรักสัตว์!!!ผมก้เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่แม่บอกว่าตอนเกิดเป็นช่วงพอดีกับที่พ่อถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 2 ก็เลยตั้งชื่อให้ว่า " ล็อต " ณ วันนี้รู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองแค่นั้น

    August 08

    หมอล็อต : 10 Men on Top

    10 Men on Top นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
     
    300111

    อันดับที่ 6 นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน

    จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าในฐานะสัตว์แพทย์สัตว์ป่าคนแรกและคนเดียวของประเทศไทย
    เขาต้องเผชิญกับแรงเสียดทานอะไรบ้าง วันนี้เขาพร้อมจะเล่าความในใจทั้งหมดให้พวกเรารับรู้

    : ภารกิจชีวิต :
    งานของผมเป็นงานเชิงรุก ผมบอกชาวบ้านเสมอว่า การอยู่ของสัตว์ป่าคือตัวชี้วัดการอยู่รอดของมนุษย์ เมื่อใดที่สัตว์ป่าไม่สามารถอยู่รอดในโลกใบนี้ มนุษย์ก็อย่าหวังว่าจะอยู่รอดได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นภารกิจสูงสุดของผมที่จริงแล้วคือ การปกป้องมนุษย์โดยใช้สัตว์เป็นเครื่องมือนั่นเอง

    : ท้ามฤตยูเพื่องานที่รัก :
    สัตว์ป่าที่อยู่ในป่าเค้าไม่รู้หรอกว่าเรามาดีหรือมาร้าย ยิ่งสัตว์บาดเจ็บความโกรธแค้นยิ่งเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเค้ามาจากฝีมือมนุษย์ พอเขาเห็นมนุษย์มาเลยนึกว่าจะมาทำร้ายอีก ระหว่างการเดินทางเข้าไปในป่ารักษาสัตว์ ผมต้องคิดวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง Z นั่นคือมีแผนเดียวไม่ได้ รวมทั้งต้องคิดแผนหลบหนี ถ้าช้างไล่ใครจะวิ่งทางไหน หมอจะวิ่งทางนี้ อย่าวิ่งชนหมอแล้วกัน บอกกันถึงขนาดนี้ เพราะหลักในการทำงานของผมมี 3 อย่างคือ คนปลอดภัย สัตว์ปลอดภัย และเราทำงานได้ ขณะเดียวกันเวลาเกิดเหตุ สังคมมักมองว่า หมอล็อตมาแล้วทุกอย่างต้องดีขึ้น ทั้งๆ ที่ในการทำงานเราไม่รู้ว่าต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นที่ สภาพสัตว์ ความพร้อมและความสะดวกในการทำงาน ทุกอย่างแตกต่างกันหมด เวลาสัตว์ป่าบาดเจ็บ เขาไม่ต้องการหมอที่เก่งที่สุด แต่ต้องการหมอที่เร็วที่สุด เพราะเมื่อไรที่สัตว์ป่าปรากฏตัวให้คนเห็นนั่นคืออาการปางตายแล้ว ถ้าอาการไม่หนักจริงๆเขาจะมีสัณชาตญาณในการรักษาตัวเอง จนบางครั้งหมอกับช้างต้องวัดใจกันว่าใครจะหัวใจวายก่อนกันเพราะเราต้องทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งในสถานที่ซึ่งเป็นป่าไม่ได้มีความพร้อมอะไรมากมาย ความกดดันย่อมตกอยู่ที่ผม แต่ดีตรงที่ผมสามารถผันแรงกดดันเป็นแรงบันดาลใจได้ดี ทำให้ปัญหาที่มีอยู่ลดความเข้มข้นลงไป

    scan0016

    ซีนประทับใจ :
    กรณีลูกช้างป่าบาดเจ็บ แล้วเดินเลือดไหล มีหนอง ปกติลูกช้างอยู่ในโขลง แต่นี่เขาหากินเดี่ยวๆ เราไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร อายุเท่าไหร่ สุขภาพเป็นอย่างไร พอผมไปถึงก็ต้องรีบยิงยาสลบเข้าไปดูถึงเห็นว่าขาโดนบ่วงดักสัตว์ตัดลึกมากเกือบถึงกระดูก ต้องผ่าตัดในป่าลึกเดี๋ยวนั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยถือถุงสายน้ำเกลือให้ รักษาเสร็จผมมองออกเลยว่าแววตาเขาเปลี่ยนไป จากเดิมก่อนรักษาเขาไล่กระทืบเรา พอฟื้นขึ้นมาแววตาที่เขามองพวกเราบริสุทธิ์สดใสมาก เจ้าหน้าที่ติดตามช้างไปในป่ากลับมาเล่าว่า แม่ช้างมารับลูกไปแล้ว แม้ว่าขาของลูกช้างจะบิดเบี้ยวบ้าง แต่เขาสามารถดำเนินชีวิตกับโขลงได้ตามธรรมชาติ ทำให้ผมคิดว่าที่เขาบาดเจ็บและโผล่มาให้เห็นเนื่องจากเขาตามโขลงไม่ทัน อยากให้เราช่วย หรือไม่ก็โขลงตั้งใจทิ้งช้างตัวนี้ให้หมอรักษา ซึ่งความรู้สึกตรงนี้อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ ผมมักบอกเจ้าหน้าที่ที่ทำงานร่วมกันว่า ชีวิตเราอย่าไปมองว่าเริดหรูกว่าสัตว์ป่า เราอยู่ในโลกใบเดียวกัน เราก็คือหนึ่งชีวิต ถ้าเทียบชีวิตเรากับสัตว์ตัวหนึ่งก็มีค่าเท่ากัน เพราะฉะนั้นถ้าหนึ่งชีวิตเกิดมาแล้วสามารถรักษาหนึ่งชีวิตให้รอดนั่นถือว่าเท่าทุน และถ้าหนึ่งชีวิตสามารถรักษาอีกร้อยชีวิตให้รอดได้นั่นคือกำไร


    : ไอดอลในดวงใจ :
    นายสัตวแพทย์อลงกรณ์ มหรรณพ นายสัตวแพทย์ปานเทพ รัตนากร และรุ่นพี่หลายคนที่ทำงานกับสัตว์ป่า เราศรัทธาในตัวเขาและวิชาชีพ อยากช่วยอยากแบ่งเบาภาระในการทำงาน โดยพื้นฐานผมเป็นคนใจนักเลงอยู่แล้ว ร่างการแข็งแรง บู๊ได้ ลุยได้ ถ้าให้มารักษาหมาแมวดูจะไม่เหมาะ จึงเลือกทำงานเป็นสัตวแพทย์รักษาช้างและสัตว์ป่า


    : คติประจำใจที่ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน :
    " ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ " บางทีผมท้อ เหนื่อย มานั่งนึกพอแล้ว ไม่ทำแล้ว แต่พอคิดว่าถ้าเกิดเหตุขึ้นมา ผมไม่ทำแล้วใครจะทำ อย่าลืมว่าคนเป็นสัตวแพทย์ไม่ใช่มาทำแบบหมอล็อตได้ คนที่จะเป็นหมอแบบผมได้ต้องโง่และบ้า และครอบครัวต้องบ้าตามเพราะทำงานแบบนี้จน สู้ไปเป็นหมอทำงานเงินเดือนเป็นแสนไม่ดีกว่าหรือ ไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอกอยากให้ลูกเข้าไปทำงานในป่า โดนช้างไล่กระทืบ โดนเสือไล่กัด ผมเป็นมาเลเรียสองครั้งแล้ว ถ้าผมเป็นอะไรไป ไม่มีใครสร้างอนุสาวรีย์ยกย่องหรอก มีแต่หาว่าบ้ากับโง่


    : ความฝันอันสูงสุด :
    ในฐานะที่เกิดเป็นลูกผู้ชาย ผมตั้งกฎไว้ว่า มี 3 สิ่งที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งควรทำในชีวิต หนึ่ง รับใช้ชาติ สอง สืบทอดพุทธศาสนา สาม ดูแลผู้หญิงที่เรารักให้มีความสุขที่สุด เพราะฉะนั้นผมอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น เวลาเหนื่อยรู้สึกอยากกอดใครสักคนที่เราสามารถ พูดคุย ระบายความในใจ เป็นที่ปรึกษา และเราก็อยากดูแลเขา ผมชอบผู้หญิงน่าทะนุถนอม น่ารัก สดใส ผ่อนคลาย สบายๆ อยู่ด้วยแล้วหายเหนื่อย

     

    จาก นิตยสารแพรว

    June 23

    ยาชูกำลังใจ

    lot

    จากเด็กชายจอมเกเร ไม่ตั้งใจเรียน ไม่มีเมตตาต่อสัตว์ ในวันนี้ตัวตน น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือ “หมอล็อต” นายสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของประเทศไทย และนายสัตวแพทย์ประจำส่วนศึกษาและวิจัยอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตรงกันข้ามจากเมื่อครั้งอดีตโดยสิ้นเชิง
     
    น.สพ.ภัทรพล ย้อนชีวิตในวันวานว่า เกเรตั้งแต่เรียนชั้นประถม ทั้งชกต่อย ยกพวกตี ไม่สนใจการเรียน แต่ไม่เกี่ยวข้องยาเสพติดและชู้สาว และแล้วจุดพลิกผันของชีวิตเกิดขึ้นเพราะความอยากรู้ว่า การเรียนและการเล่นกีฬาสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่ เพราะได้ยินรุ่นพี่ที่เรียนแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พูดว่าเรียนหนักต้องเลิกเล่นกีฬา ด้วยความเป็นคนรักกีฬาบาสเกตบอลมาก จึงเลือกเรียนสัตวแพทย์ เพียงเพื่อแค่ต้องการพิสูจน์คำพูดนั้น

    “ทั้งที่ไม่รู้ต้องเรียนและทำอะไรบ้างรู้เพียงว่าสัตว์พูดไม่ได้ การเรียนคงยากกว่าเป็นหมอรักษาคน เมื่อคนรอบข้างรู้พากันหัวเราะ เพราะผมไม่มีความเมตตาสัตว์ ไม่รักสัตว์ คนหัวเราะใส่ ผมก็หัวเราะตาม ไม่บอกให้รู้ถึงเจตนารมณ์ที่ตั้งใจ คิดมุ่งมั่นลึกๆ ว่า “จะเป็นหมอ และวันหนึ่งคนต้องเรียกหมอล็อต” อยู่ในใจ”
    เมื่อเข้าเรียนเรื่องกายวิภาคต้องผ่ากบ ผ่าสุนัข  ความคิดน.สพ.ภัทรพล จึงเริ่มเปลี่ยนว่าชีวิตหนึ่งสละชีวิตให้ชีวิตหนึ่งเรียนรู้เพื่อไปรักษาอีกหลายชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ แต่หลายสิ่งที่ซึมซับระหว่างเรียน ยังไม่ชัดเจนเท่าเหตุการณ์ที่ได้สัมผัสเอง โดยทุกปิดเทอมมีการฝึกงาน ส่วนตัวคิดว่าหากจบทำหน้าที่เต็มตัวเพื่อนไม่สามารถช่วยได้ จึงออกฝึกงานคนเดียว ซึ่งการฝึกงานแต่ละแห่งต้องมีบาสเกตบอล เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกปิดเทอมมีรายการแข่งขันในต่างจังหวัด แต่ละแห่งขอยืมตัวลงเล่น ครั้งที่รู้สึกประทับใจมากมีการแข่งขันที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้เล่นบาสเกตบอล พร้อมฝึกงานและท่องเที่ยวชมธรรมชาติ

    lott

    น.สพ.ภัทรพลเล่าว่าไปถึงพื้นที่เข้าหาผู้ใหญ่บ้าน เพื่อบอกให้ทราบว่าเป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ ลงมาฝึกงาน ขอกางเต็นท์พักตรงข้างริมลำธาร ถ้าลูกบ้านมีสัตว์เลี้ยงไม่สบายให้นำมารักษาได้ ทุกครั้งที่ออกฝึกงานในกระเป๋าเป้นอกจาของใช้ส่วนตัว ต้องมีรองเท้าบาสเกตบอล ถุงเท้า ชุดกีฬา ตำราเรียน เข็มฉีดยา ยา และเวชภัณฑ์ ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ลูกบ้านทราบ และในคืนหนึ่งมีคุณยายนำสุนัขพันธุ์อัลเซเชียลถูกยิงที่ขามารักษา ซึ่งคุณยายมีน้ำใจตอบแทนชวนไปนอนที่บ้านและทำอาหารให้กิน รู้สึกภูมิใจเพราะได้ใช้วิชาชีพจริงๆ ได้ทบทวนวิชาความรู้ที่เรียนมา และเมื่อบอกว่าอยากเที่ยวชมธรรมชาติ ชาวบ้านพาไปเที่ยวในที่ๆ นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าไม่ถึง

    “อีกครั้งมีลุงหูหนวกอยากขายวัวที่ผอมซูบซีด ผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยไปรักษาวัวเพื่อขายได้ราคา ถึงวันที่ผมเดินทางกลับลุงวิ่งตามรถที่ผมนั่ง ยื่นเศษเหรียญบาทและแบงก์ยับยู่ยี่ที่กำในมือเป็นค่ารักษา ผมบอกว่าไม่คิดให้นำเงินไปรักษาหู มาคราวหลังต้มไก่ให้ผมกินแล้วกัน สักระยะพี่ที่รู้จักโทรศัพท์บอกว่า วัวตัวนั้นขายได้ราคากว่า10, 000 บาท จากเดิมตัวละ 7,000-8,000 บาท และลุงนำเงินไปรักษาหูจนอาการดีขึ้น”

    “รู้สึกว่า การเดินทางโดยเจตนาดี ไม่คาดหวัง ส่งผลให้คนๆหนึ่งมีความสุข จึงคิดว่าตัวเรามีค่า อยู่ในเมืองไม่มีคุณค่าในสายตาใครๆ ทว่าอยู่ตรงนั้นเรามีคุณค่ามาก ทุกวันนี้เวลาป่วยพยายามดูแลตัวเองอย่างดี เพราะชีวิตเรามีค่าต่ออีกหลายชีวิต ภูมิใจแต่ไม่เหลิง มาถึงจุดนี้ได้มีคนเดินเคียงข้าง ผู้ร่วมงานสนับสนุน ให้กำลังใจ อยากให้รู้ระลึกถึงเสมอ และวันนี้พิสูจน์แล้วว่าการเรียน กีฬาไปด้วยกันได้และมากกว่านั้นการเรียน กีฬา งานไปด้วยกันได้ดีมาก กีฬาทำให้แข็งแรง รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย สามารถนำมาปรับใช้ในงานได้”

    March 23

    "เสือก" นี้เพื่อสัตว์ป่า

    IMG_1967  IMG_1965

    ภารกิจ "หมอล็อต"
    "เสือก" นี้เพื่อสัตว์ป่า

    จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ฉบับวันที่  23  มีนาคม  2551 หน้า  22  คอลัมน์ NEXTGEN

    "ความเสือกของผมเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับ ในฐานะผู้ชำนาญการของคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เพราะผมต้องทำงานประสานกับหน่วยงานหลากหลาย ช่วงแรกบางคนไม่ยอมรับผม แต่ผมก็ใช้ตำแหน่งที่มีอยู่เข้าไปทำงานอย่างจริงจังจนคนยอมรับ ก่อนจะทำให้ผมกลายมาเป็นนายสัตวแพทย์สัตว์ป่าอย่างทุกวันนี้”

    “หมอล็อต-นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน” นายสัตวแพทย์สัตว์ป่าคนแรกของประเทศไทย และเป็นนายสัตวแพทย์สัตว์ป่าเพียงไม่กี่คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าถึงที่มาที่ไปของภารกิจที่ต้องขึ้น-ล่อง เข้า-ออก ตระเวนไปตามผืนป่าทั่วประเทศเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ป่าอันเป็นภารกิจสำคัญของเขา
     
    จากเด็กวัยรุ่นขาใหญ่ประจำจังหวัดสุรินทร์ตัดสินใจเรียนต่อสัตวแพทย์  เพียงเพราะต้องการรู้ว่าจริงไหมที่เรียนหมอแล้วทำให้เล่นกีฬาบาสเกตบอลที่เขารักไม่ได้ แต่หมอล็อตคนนี้ก็แสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะเรียนหนักแต่ก็ทำอย่างอื่นควบคู่ไปได้หากรู้จักแบ่งเวลา 
     
    หมอล็อตเริ่มงานแรกด้วยการเป็นหมอช้างของกรมปศุสัตว์ที่บ้านเกิด ไม่นานนักก็ได้รับการชักชวนจากผู้ใหญ่ให้มาช่วยในคณะกรรมาธิการ วุฒิสภา แต่การทำงานนั่งโต๊ะไม่เหมาะกับขาลุยอย่างเขาถึงแม้การเข้ามาอยู่ในจุดนี้จะทำให้เขาได้รับประสบการณ์และเปิดวิสัยทัศน์เรื่องสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมอย่างมากมายก็ตาม หมอล็อตจึงขอลาออกจากตำแหน่ง ประจวบเหมาะกับคณะกรรมาธิการชุดนี้หมดวาระ แต่วุฒิสภาต้องการสานต่อโครงการจึงให้หมอล็อตไปคิดโครงการมาว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่า ตำแหน่ง “นายสัตวแพทย์ สัตว์ป่า หรือ Wildlife Veteririan” จึงเกิดขึ้น ประกอบกับเขาเคยผ่านโครงการเคี่ยวเข้มบัณฑิตใหม่หมอสัตว์ป่า ทำให้เขาได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้คนแรกของประเทศ 
     
    ปัจจุบันหมอล็อตนั่งอยู่ในตำแหน่งนายสัตวแพทย์ประจำส่วนศึกษาและวิจัยอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลสุขภาพสัตว์ป่า  ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสัตว์ป่า

    lottเดลินิวส์

    “ภารกิจของผมไม่ใช่เพื่อคุ้มครองสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียวแต่คุ้มครองคนด้วย เพราะปัญหาสัตว์ป่าบาดเจ็บส่วนใหญ่จะเกิดจากคน ฉะนั้นผมจะต้องหาวิธีทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ทั้งสัตว์ป่าและคนอยู่ด้วยกันได้ ผมอยากให้คนคิดเสมอว่า ผลแห่งการกระทำของคนที่มีต่อป่าและสัตว์ป่าจะย้อนกลับมาทำให้คนเดือดร้อนเช่นกัน”

    หมอล็อตบอกว่า การทำงานของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเวลาสัตว์บาดเจ็บแต่สัตว์ไม่รู้ว่าเราจะเข้าไปช่วย จึงเป็นเรื่องอันตรายมาก ลูกน้องของเขาเคยได้รับบาดเจ็บถูกช้างเหยียบ แต่สิ่งที่ตอบแทนมีเพียงแต่การผูกข้อมือเรียกขวัญ  เท่านั้น การทุ่มเทของเพื่อนร่วมงาน ชมรมหมอสัตว์ป่าที่ร่วมกันแลกเปลี่ยน  ประสบการณ์ และผู้ใหญ่ ที่ให้โอกาส ทั้ง ดร. เพ็ญศักดิ์ จักษุจินดา อดีต ส.ว.สกลนคร, ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า สามารถ สุมะโนจิตราภรณ์, ผอ.ส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ เหล่านี้ล้วนสร้างกำลังใจให้เขาลุย งานอย่างต่อเนื่อง
     
    สิ่งที่ผลักดันให้หมอล็อตทำงานด้านนี้มาถึง 5 ปีเต็ม ไม่ใช่เพราะเขารักสัตว์แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะภารกิจของเขาเป็นภารกิจแห่งชีวิต ถ้าสำเร็จหมายถึงชีวิตหนึ่งที่ยังดำรงอยู่ในโลกนี้ โลกที่คนยัง   ทำร้ายป่าและสัตว์ป่าไม่หยุดไม่หย่อน....!!!

    Presenter "Birdy"

    birdy
     
    1      2
     
    March 04

    Dr Lott@Bngkokpost

    Walk on the wild side

    Meet 'Dr Lott', wildlife vet

    Story by   KRITTIYA WONGTAVAVIMARN
    (BangkokPost, Mar-04-08)
     

    bkkpost
     

    Story by KRITTIYA WONGTAVAVIMARNIt took Pattarapol Maneeorn five days trekking through the jungle in Chanthaburi province to find a 65-year-old wild elephant stuck in mud. By the time the wildlife vet arrived, the animal was breathing slowly, his eyes showing his fatigue; his heart, left lung and kidney were being pressed down on by his six-tonne body.

    5 วันแล้วที่ภัทรพล มณีอ่อน ต้องเดินทางอย่างยาวนานและยากลำบากในป่าทึบ ที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อตามหาช้างป่าอายุ 65 ปี ที่ติดหล่มโคน กว่าสัตวแพทย์สัตว์ป่าจะมาถึง ลมหายใจช้า ๆ และแววตาก็แสดงให้เห็นถึงความเหนื่อยล้า หัวใจ ปอด ไต ของเจ้าช้างถูกกดทับด้วยร่างขนาด 6 ตัน

    Given medicine and doses of vitamins, the elephant became a little stronger. Three days later, a group of soldiers and local villagers tried to haul the creature from the mud. He groaned noisily, trying to lift himself up. Finally he was able to stand on his hind legs, one last time, before he fell dead to the ground.                ดูเหมือนว่าเจ้าช้างจะมีอาการดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากได้รับยาและวิตามิน หลังจากนั้น 3 วันกลุ่มของทหารและชาวบ้านพยาพยามช่วยกันดึงช้างขึ้นจากโคน เจ้าช้างส่งเสียงร้องครวญคราง แต่ในที่สุดมันก็สามารถยืนได้ด้วยขาของมันเอง ไม่นานมันก็ได้ตายลงบนพื้นดิน

    "He had been waiting for me for so long. And it was too late to nurse him back to health.
                
    มันสายเกินไปที่จะดูแลรักษาเขา เขารอคอยผมนานเกินไป

    "But I couldn't get there any faster, I just couldn't," Pattarapol admitted, his eyes hidden behind black sunglasses. Before his arrival, he was treating a wounded Indian muntjac deer in Kao Yai, about 250km away.
                 แววตาของเขาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแว่นกันแดด เขากล่าวยอมรับว่าที่เขาไม่สามารถมาถึงที่นั้นได้โดยเร็วเนื่องจากก่อนหน้านี้เขาติดหลังรักษากวางที่บาดเจ็บอยู่ที่เขาใหญ่ซึ่งห่างออกไป 250 กิโลเมตร มันไม่ยุติธรรมเลย

    Wild animals do not show signs of weakness or injury if not severely injured. And at that time the elephant didn't need the most skilful vet, just the quickest to arrive to save his life. But, what if there is only one vet. How can he save every life? How can he always arrive on time? "It's impossible," he said.                สัตว์ป่าจะไม่ปรากฏตัวให้เห็นถ้าบาดแผลไม่รุนแรง ณ เวลานั้นช้างไม่ได้ต้องการหมอที่เก่งแต่ต้องการหมอที่มาถึงเร็วทีสุดเพื่อรักษาชีวิตของเขา แต่ในเมื่อมีสัตว์แพทย์สัตว์ป่าเพียงคนเดียวจะรักษาทุกชีวิตได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ เขากล่าว

    For five years, Pattarapol has been the only vet working with Dr Songtam Suksawang, director of the National Park Research Division of the Wildlife and Plant Conservation Department, and Dr Samart Sumanochitraporn, director of the department's Wildlife Conservation Office. It's not an easy task, and for Pattarapol, aka "Dr Lott", it's not something to be proud of, he said.                 กว่า 5 ปีแล้วที่เขาต้องทำงานเพียงลำพังร่วมกับดร.ทรงธรรม สุขสว่าง ผอ.ส่วนศึกษาและวิจัยอุทยาน กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและ ดร.สามารถ สมุโนจิตราภรณ์ ผอ.สำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่า มันไม่ใช่งานง่ายเลยสำหรับภัทรพลหรือ “หมอล็อต” มันไม่ใช่อะไรที่น่าภาคภูมิใจเลย เขากล่าว

    "My life sucks," laughed the 28-year-old. "The ideal life is like wearing a black tie, driving a fancy car, going to the movies, working out at the gym and being a good breadwinner, a good husband and a good father. In my life, however, fixed working hours don't exist. My clothes always get wet and messy in mud. My office is in the jungle. And my patients are wild animals. See? My life sucks."  
               
    “ชีวิตบัดซบ” (55+) ในวัย 28 ปี ผมมีความคิดที่จะใส่สูทผูกไทด์ ขับรถที่เขาชอบ ไปดูหนัง เลิกงานแล้วไปออกกำลังกาย เป็นผู้นำครอบครัวที่ดี สามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี แต่บ่อยที่เสื้อผ้าของผมยังคงเปรื้อนโคน ห้องทำงานของผมคือป่า และคนไข้ของผมคือสัตว์ป่า เห็นไหมว่าชีวิตผมมันบัดซบ

    bkkpost2

    But in his so-called "crappy life", he has helped save hundreds of lives, including elephants, bulls, tigers, warthogs, barking deer, boas and gibbons.
                 แต่กว่าร้อยชีวิตที่เขาได้ช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็น ช้าง กระทิง เสือ กวาง งูเหลือม ชะนี

    Being a wild animal vet is not just about how to handle wildlife, but also emphasizes both animal and human safety. Pattarapol has travelled to remote corners of the country to monitor the health of domestic animals and local wildlife. His duties include wildlife disease diagnosis, prevention and response in 16 conservation areas in Thailand, as well as managing the potential risk of new and emerging diseases that can pose risks to the health of people and animals, wildlife conservation and economic productivity.
                การมีชีวิตอยู่ของเขาไม่ได้ดูแลแค่สัตว์ป่า แต่เขายังให้ความสำคัญไปถึงความปลอดในมุนษย์และสัตว์อีกด้วย นานมาแล้วที่เขาได้เดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลพร้อมทั้งให้การดูแลรักษาสัตว์เลี้ยง และสัตว์ป่าในท้องถิ่น ความรับผิดชอบของเขายังรวมไปถึง การวินิจฉัยโรคของสัตว์ป่า การป้องกันใน16พื้นที่อนุรักษ์ในไทย การเฝ้าระวังการเกิดโรคใหม่ที่จะมีความเสี่ยงต่อคน สัตว์ สัตว์ป่าอนุรักษ์

    It is not all about vaccinating dogs and bandaging cats. Rather, a wild animal vet has to work in the fields of prevention, control and eradication of diseases and other health problems in wildlife and people, he explained. Every species behaves differently, so learning and understanding a conscientious approach to handling wildlife is crucial. Loving animals is not the point, but you have to show care and respect for the animals you are treating.
                มันไม่ใช่แค่การฉีดวัคซีน พันแผล ให้กับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น สัตว์แพทย์สัตว์ป่าอย่างเขาต้องทำงานในพื้นที่คอยป้องกัน ควบคุม กำจัดโรคภัย ปัญหาสุขภาพสัตว์ป่า และคน จากประสบการณ์ของเขาสัตว์ทุกสายพันธุ์ มีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ เข้าใจในพฤติกรรมและรอบครอบในการปฏิบัติต่อสัตว์ป่า ความรักสัตว์ไม่ใช่จุดสำคัญ แต่คุณต้องแสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่กับสัตว์ที่รักษา

    Pattarapol said he did not start off as an animal lover. Being a vet was not a childhood dream either. "It's not in my nature to 'meow' at kittens, or pat a dog on the head, you know. If anyone asks me what I do, I always say I'm a basketball player. Man, basketball is my passion," said the 1.86m tall basketball enthusiast.
                
    เขากล่าวกว่า “ผมไม่ได้รักสัตว์ และการเป็นสัตวแพทย์ไม่เคยอยู่ในความฝันวัยเด็กของผมเลย” หากมีใครมาถามผมว่าผมทำอะไร ผมจะตอบว่า “ผมเป็นนักบาสเกตบอล” ผมหลงใหลคลั่งไคล้ในบาสเกตบอล 

    In his youth, Pattarapol was very different: He enjoyed fighting, getting drunk and skipping school. The turning point in his life was when he decided to study veterinary medicine at Mahanakorn University of Technology on an athletics scholarship.
                ในวัยเด็กของเขาแตกต่างจากวันนี้มาก เขาสนุกกับการต่อสู้ การดื่ม การโดดเรียน และจุดหักเหที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าเรียนด้านสัตวแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพราะได้รับโควตานักกีฬา

    His reasoning was simple: "Many of my basketball friends quit playing when they were in college. I wanted to prove that academic and extra-curricular activities like athletes could go together," he said. "And I loved the challenge. I thought studying veterinary medicine must be really, really difficult and challenging, since the patients can't talk. All my friends laughed at me. But I just went for it. Who cared?" 
              เขาให้เหตุผลว่า “หลายคนต้องเลิกเล่นบาสเกตบาสเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และผมต้องการพิสูจน์ว่าการเรียนและการทำกิจกรรมสามารถทำควบคู่กันได้” และผมก็รักความท้าทาย การเรียนสัตว์แพทย์นั้นยากและท้าทายเพราะว่าสัตว์ไม่สามารถพูดกับเราได้ เพื่อนของฉันต่างหัวเราะฉัน แล้วถ้าฉันไม่ทำแล้วใครจะทำ

    During his college days, when he was learning how to tend to sick or injured animals, Pattarapol was inspired by the extraordinary dedication and hard work in the field of wildlife conservation of Alongkorn Mahannop, a well-known elephant vet, and Sueb Nakasatian, the former head of the Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary, who committed suicide by shooting himself, focusing public attention to the plight of Thailand's forests and wildlife.
                ตลอดเวลาที่เรียนในมหาวิทยาลัย เขาได้เรียนรู้วิธีการดูแลสัตว์ป่วยและได้รับบาดเจ็บ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากการอุทิศตนทำงานของ น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ และ สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ได้ยิงตัวตายเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า

    "I watched their work on television and it was like 'Wow!', anaesthetising wild animals and providing them veterinary care were no easy tasks. I wondered how Alongkorn could handle such giant creatures. I wondered why Sueb Nakasatian helped the drowning deer by himself, with no one to help. I wondered who those guys were, and I wondered if I could help with their work," he recalled.
                
    “ผมได้ดูพวกเขาผ่านทางโทรทัศน์ มันน่าตื่นเต้นกับการจัดเตรียมอุปกรณ์รักษาสัตว์ การยิงยาสลบ นั้นไม่ง่ายเลย ผมประหลาดใจที่ได้เห็นการทำงานของ น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ กับการจัดการสัตว์ขนาดใหญ่ ได้เห็นสืบ นาคะเสถียรต้องวาดรูปกวางด้วยตนเอง ไม่มีใครช่วยพวงกเขาเลย และถ้าผมสามารถช่วยพวกเขาได้คงจะดี” เขากล่าว

    Hailing from Surin, the northeastern province well-known for its elephants, Pattarapol chose to spend his internship in elephant camps in his hometown and other rural areas. Working in the forest for days, weeks or months was not easy, he admitted. Years of hard work with wild animals, however, have taught him to live a life of service despite the difficulties involved.
                 ด้วยความที่มีพื้นเพเป็นคนสุรินทร์ จังหวัดที่ได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงเรื่องช้าง เขาจึงเลือกไปฝึกงานในค่ายช้างที่บ้านเกิดของเขาเองและในพื้นที่ชนบทอื่นๆ เขายอมรับว่าการทำงานอยู่ในป่าเป็นวันๆ เป็นอาทิตย์ๆ เป็นปีๆ นั้นไม่ง่ายเลย แต่ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทำงานกับสัตว์ป่านั้นได้สอนให้เขารู้จักใช้ชีวิตในแบบที่ยากลำบาก

    "Elephants often kick me," he laughed. "I'm not mad at them, though. I've learned that it's difficult to tame wild animals ... their instincts are really strong. But many times I see their ears flap gently and they let me give them an injection. I realise that if you do things for others with good intentions, and with no expectation of receiving anything in return, things will run smoothly and easily," he said. 
                “ผมโดนช้างเตะประจำเลย” หัวเราะ “แต่ผมไม่โกรธมันหรอก เพราะการทำให้สัตว์ป่าเชื่องน่ะมันยาก มันเป็นสัญชาติญาณของสัตว์ แต่หลายครั้งผมก็เห็นนะว่ามันจะขยับหูให้ เป็นสัญญาณว่ายอมให้ผมฉีดยา มันทำให้ผมรู้ว่าการที่เราทำอะไรเพื่อใครด้วยความตั้งใจดีและโดยไม่หวังผลตอบแทนน่ะก็จะทำให้อะไรๆมันง่ายขึ้นเอง

    With skill and a lot of experience capturing and restraining large wild animals, Pattarapol has worked with elephants and other animals when they need to be examined or when they need to be handled. If animals are hurt, he cleans their wounds, sews them up and gives antibiotics to help fight off infection.
                จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การจัดการกับสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เขาจึงมักจะได้ร่วมรักษาและวินิจฉัยอาการของช้างและสัตว์อื่นๆ เมื่อสัตว์ได้รับบาดเจ็บ เราก็จะทำความสะอาดบาดแผลให้มัน เย็บแผลให้มัน แล้วก็ให้ยาปฏิชีวนะ

    As well as providing veterinary care for wild animals, Pattarapol tries to encourage the participation of local people in wildlife protection, spreading knowledge of the human impact on the environment and promoting the sustainable use of natural resources.
                เขายังมีส่วนในการกระตุ้นชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่า ให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการรักษาธรรมชาติควบคู่ไปกับงานรักษาสัตว์อีกด้วย

    Burying dead wild animals is always organised with the participation of local villagers, he said. "I want to raise awareness among local people that the death of wild animals is a big deal and local people should take responsibility.
                “การฝังศพสัตว์ป่าแต่ละครั้งนั้นมักจะได้รับความสนใจจากพวกชาวบ้าน ผมจึงต้องการทำให้พวกเขารู้ว่าการตายของสัตว์ป่านั้นเป็นเรื่องใหญ่และมันเป็นหน้าที่ที่ชาวบ้านต้องมีส่วนช่วยกันรับผิดชอบ”

    "While healthy ecosystems that support rich biodiversity are mandatory to ensure the well-being of present and future generations, the numbers of wild animals are dwindling quickly from human actions. An imbalance in the ecosystem makes it very difficult for wildlife to survive," he added.
                 ในขณะที่มนุษย์ได้รับการรองรับความเป็นอยู่ที่ดีจากระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ จำนวนของสัตว์ป่านั้นกลับลดลงอย่างรวดเร็วจากน้ำมือของมนุษย์เอง ความไม่สมดุลทางธรรมชาติเช่นเองที่นี้ทำให้สัตว์ป่ามีโอกาสรอดชีวิตได้ยากขึ้น

    "But it's necessary that we're all aware that these habitats are important to our lives and communities, so we all have to protect them," he said. 
                    "มันเป็นสิ่งจำเป็นนะที่เราควรจะตระหนักถึงว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็มีความสำคัญต่อชีวิตและชุมชนของเรา เราควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์พวกเค้า"

    Pattarapol believes that people are no different from other animals in terms of their basic needs for survival. "But apparently we think too highly of our own species and think that we are better than other living things. 
                เขาเชื่อว่ามนุษย์เรานั้นไม่ได้แตกต่างไปจากสัตว์อื่นๆเลยในเรื่องของความต้องการการอยู่รอด แต่เรามักจะคิดถึงตัวของเราเองมากเกินไป เราชอบคิดว่ามนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆ

    "That's why animals living in the wild are always victims of human exploitation ... being shot or trapped. Some villagers release domestic farm animals into forest areas in search of food, and that can lead to the transmission of disease from livestock to wildlife, and potentially from animals to humans," he said.   
                   นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมสัตว์ป่าจึงมักจะตกเป็นเหยื่อของการหาผลประโยชน์ของมนุษย์ ไม่โดนยิงก็โดนกักขัง ชาวบ้านบางคนก็ปล่อยสัตว์จากในฟาร์มเข้าไปหากินในพื้นที่ป่า ซึ่งนั่นน่ะจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคจากปศุสัตว์ไปสู่สัตว์ป่า แล้วก็อาจจะส่งต่อไปยังมนุษย์ได้อีกด้วย”


    "It's a wildlife vet's responsibility to prevent and improve responses to diseases that may threaten or impact wildlife, agriculture and human health in the future."
                 มันเป็นหน้าที่ของหมอสัตว์ป่าที่ต้องดูแลป้องกันโรคเหล่านั้นเพื่อไม่ให้มาคุกคามสัตว์ป่า การเกษตรกรรม และมนุษย์

                When Pattarapol is not handling and caring for wild animals, he gives courses on how to handle them for veterinary students at many local universities, and he is looking forward to seeing a new generation of wild animal vets. 
                 เวลาที่เขาไม่ได้ไปรักษาสัตว์ เขาก็จะไปบรรยาย ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการดูแลสัตว์ป่าในมหาวิทยาลัยต่างๆ และเขาก็มีความหวังที่จะได้เห็นคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นหมอสัตว์ป่าในอนาคต 

                 "Even if I successfully treat a wounded deer or a sick elephant, my work is not done. I want to make this profession easy for a new generation of vets. To be the only one carrying a medicine kit, for me, is not cool. It's better to work as a team, so you can have time to appreciate wildlife and enjoy the mountains. And if you're not working alone, it means that more sick animals can be saved." 
                 “แม้ว่าผมจะรักษาสัตว์ได้สำเร็จ แต่ผมก็ถือว่างานของผมยังไม่จบ ผมอยากจะทำให้งานนี้มันง่ายขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไปที่จะมาเป็นแบบผม การเป็นหมอสัตว์ป่าคนเดียวสำหรับผมแล้วมันไม่ได้เท่เลย มันคงจะดีกว่าถ้าเราได้ทำงานเป็นทีม และถ้าหากคุณไม่ได้ทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว นั่นหมายความว่าสัตว์ที่บาดเจ็บอีกมากมายก็จะได้รับการช่วยชีวิต”

     

     

     

    March 03

    ลูกช้างพลัดหลงที่เขาชะเมา[หนูชบาแก้ว]

    MNewsImages_20566

    --หนูชบาแก้ว--

     สัตวแพทย์ให้น้ำเกลือและยาลูกช้างป่า Date:03-03-2551|11:25น.
                    ส่วนแผลเน่าที่หาง เจ้าหน้าที่ยังหวังว่าจะรักษาให้หายได้ โดยที่ไม่ต้องตัดหางทิ้ง กว่า 10 วันแล้ว ที่ลูกช้างป่าเพศเมีย อายุ 1 เดือนเศษ ยังรักษาตัวภายในหน่วยพิทักษ์ป่าสีระมัน อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง บาดแผลตามลำตัวแห้งสนิท เหลือเพียงส่วนหางที่พบแผลเน่าถึงกระดูกอ่อน     นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องให้น้ำเกลือและยาปฏิชีวนะบำรุงร่างกายเพื่อรักษาชีวิตลูกช้างไว้ก่อน … (เสียง นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน, สัตวแพทย์ประจำอุทยานแห่งชาติ)

    สัตวแพทย์ยื้อตัดหางลูกช้างป่า Date : 03-03-2551 | 05:30
                    ช่วงบ่ายวันนี้ คณะสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้าตรวจบาดแผลเน่าบริเวณส่วนหางของลูกช้างป่า เพศเมีย วัยประมาณ 1 เดือน ซึ่งพบส่วนหางใกล้ขาด และบริเวณโคนหางมีแผลลึกถึงกระดูกอ่อน จึงได้ฉีดยาปฏิชีวนะและยากันบาดทะยัก โดยกำชับเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าสีระมัน อ.เขาชะเมา จ.ระยอง เฝ้าดูแลห้ามแปลงไต่ตอม นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า แผลบริเวณปลายหางคงต้องปล่อยให้เปื่อยและหลุดไปเอง ส่วนที่โคนหาง จะรอดูบาดแผลไปอีกระยะ หากยังรักษาไม่หายและลุกลามก็จำเป็นต้องตัดทิ้ง

     ลูกช้างป่าที่พลัดตกเขาอาจต้องตัดหาง Date : 01-03-2551 | 17:30 น.
                    เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้ว ที่ลูกช้างป่าเพศเมีย อายุ 1 เดือนเศษ พลัดหลงจากแม่และตกเขาห้อยหัว อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ยังคงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จากเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่า"สีระมัน" โดยบาดแผลฟกช้ำและถลอกตามลำตัวหายดีเป็นปกติ ยังเหลือเพียงบาดแผลที่หาง ซึ่งเริ่มเน่าและมีหนอนชอนไชไปจนถึงกระดูกอ่อน นายพิทักษ์ ยิ่งยง หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่า สีระมัน เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ สัตวแพทย์ จะเข้าไปดูบาดแผลอีกครั้ง และอาจต้องตัดหางทิ้ง เพื่อไม่ให้ลุกลาม ขณะที่ลูกช้างยังแข็งแรงร่าเริง และกินนมได้ตามปกติ

     พร้อมส่งลูกช้างคืนสู่ป่า Date : 24-02-2551 | 19:00 น.
                    เมื่อคืนนี้ ชาวบ้านตำบลห้วยทับมอญ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ยังเห็นรอยเท้าโขลงช้างอยู่บริเวณรอบหมู่บ้าน ทำให้พืชสวนที่ปลูกไว้ ได้รับความเสียหาย ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าสีระมัน ให้เข้าไปตรวจสอบ ชาวบ้านเปิดเผยว่า ได้เตรียมป้องกันโขลงช้างป่าเข้ามาทำอันตราย ด้วยการนำแผ่นเหล็กไปแขวนไว้ และตีให้เกิดเสียงดัง เพื่อให้โขลงช้างตกใจและหนีไป . (เสียง ชาวบ้าน ต.ห้วยทับมอญ) ขณะนี้ ลูกช้างป่าเพศเมีย วัย 1 เดือนเศษ ที่พลัดหลงกับแม่ช้างและเจ้าหน้าที่ได้นำมาช่วยเหลือรักษาอาการบาดเจ็บ มีอาการดีขึ้น เหลือเพียงบาดแผลที่ปากและสะโพกขวา พร้อมที่จะส่งคืนสู่ป่าแล้ว เจ้าหน้าที่ได้คอยเฝ้าสังเกตว่าเมื่อไหร่แม่ช้างมาส่งเสียงตามหาลูก ก็จะปล่อยลูกช้างไปทันที

     จ้าหน้าที่เฝ้าระวังลูกช้างติดเชื้อ Date : 22-02-2551 | 11:25 น.
                   
    ลูกช้างป่าเพศเมีย วัยประมาณ 1 เดือนเศษ ยังคงได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าสีระมัน อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาบาดแผลตามลำตัวที่เกิดจากการพลัดตกลงเขาห้อยหัว หมู่ 8 ต.ห้วยทับมอญ เมื่อหลายวันก่อน อาการโดยทั่วไปแข็งแรง และเป็นมิตรกับเจ้าหน้าที่ ที่นำนมไปให้ดูด หลังจากที่ข่าวการช่วยลูกช้างป่าแพร่กระจาย ทำให้มีชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่แห่เข้าไปดูความน่ารัก บางคนก็ใช้มือลูบคลำ ซึ่งลูกช้างก็ไม่ได้ตื่นกลัว
                    นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ขณะนี้แปลตามลำตัวบางจุดเริ่มแห้งและตกสะเก็ดบ้างแล้ว อาการโดยทั่วไปจึงไม่น่าวิตก แต่สิ่งที่กังวลคือ แผลที่ยังไม่แห้งอาจติดเชื้อจากการสัมผัสคนได้ง่าย และจะลามไปสู่การเป็นบาดทะยักได้ 
     

     

    February 19

    บทสัมภาษณ์จาก"Petmania Magzine"

    “Life to Live ชีวิตมีไว้ให้ใช้ของหมอล็อต ภัทรพล มณีอ่อน

    01

    เขาเคยเป็นเด็กเกเรยกพวกตีกัน
    เขาเคยเล่นบาสเก็ตบอลให้สโมสรธนาคารกรุงเทพ
    เขาเคยคิดเป็นหมอรักษาคนแต่เพราะคนพูดได้จึงรักษาสัตว์
    เขาคือ สัตวแพทย์สัตว์ป่าคนเดียวในประเทศไทย
    เขาคือ นายสัตวแพทย์ภัทรพล  มณีอ่อน
             
    คอลัมน์ VIP ฉบับเดือนแห่งความรักได้รับเกียรติจากนายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
    สัตวแพทย์สัตว์ป่าประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
    มานั่งคุยสบายๆถึงหน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัวและทัศนคติในการดำรงชีวิต
    คุณผู้อ่านมั่นใจได้เลยว่าผู้ชายวัย
    28 ปี คนนี้ น่าสนใจกว่าภาพที่เห็นเป็นไหนๆ

    แนะนำตัว
                    แรกเกิดเลยนะผมชื่อ ล็อตเตอรี่ ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อจนเป็นชื่อปัจจุบันคือภัทรพล ด้วยความที่พ่อเป็นตำรวจจึงโยกย้ายที่อยู่บ่อย ผมเกิดที่สุรินทร์แต่ย้ายไปนครศรีธรรมราช 11 ปีกว่าจะได้กลับมาสุรินทร์อีก ช่วงวัยรุ่นเป็นเด็กเกเร แต่ก็เป็นเด็กติดกีฬาบ้าเล่นบาสเก็ตบอล พอถึงตอนจะเข้ามหาวิทยาลัยก็คิดว่าทำไมพี่ที่โรงเรียนเล่นกีฬาเก่งๆเข้าคณะวิศวะฯได้ เข้าคณะแพทย์ฯได้ พอเรียนแล้วหนักมากเลยเหรอถึงต้องเลิกเล่นกีฬา จึงเกิดเป็นคำถามในใจขึ้นว่าจริงหรือเปล่า รู้สึกว่าอยากจะแสดงให้คนเห็นว่าการเรียนกับการเล่นกีฬาไปด้วยกันได้
    ก่อนจะเลือกเรียนสัตวแพทย์ตอนนั้นรู้จักแต่หมอ รู้ว่าเรียนหมอมันยากเลยอยากจะเรียนให้จบแล้วเล่นกีฬาให้ดู แต่ทีนี้มาพิจารณาว่าเป็นหมอรักษาคน คนก็พูดได้ แต่สัตว์มันพูดไม่ได้น่าจะยากกว่า เลยตกลงเลือกเรียน ตอนนั้นก็ติดโควต้านักกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ได้สองสามวันก็ลาออก เพราะมันมีเงื่อนไขต้องเล่นต้องซ้อมให้มหาวิทยาลัย ทำให้อาจจะไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับสโมสร(สโมสรธนาคารกรุงเทพ)  พอดีกับว่าทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเปิดรับโควต้านักกีฬา เลยตัดสินใจไปเรียนที่โน่นดีกว่า เพราะไม่ได้มองว่าสถาบันมีความต่างระหว่างรัฐกับเอกชน แต่มองว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตเพื่อช่วยชีวิตสัตว์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณภาพการเรียนรู้ไม่ต่างกัน
    หลังจากนั้นก็เลยได้เล่นกีฬาไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งมันเป็นงานที่ยากและหนัก ต้องขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่คอยช่วยเหลือ คอยสรุปเนื้อหาให้

    2

    จุดเริ่มที่อยากเรียนเพื่อเอาชนะสู่โลกแห่งการทำงานจริง
                    ตอนนั้นจบแล้วมีคำถามตามมาว่าถ้าพ่อแม่เราเจ็บป่วยใครจะดูแล ที่บ้านหมาก็ไม่ได้เลี้ยง ญาติพี่น้องป่วยเราก็ดูแลไม่ได้ แล้วเราจะเป็นหมอสัตว์ไปทำไม เลยคิดว่าจะเรียนต่อหมอหลังจากเรียนจบ สมัครไปแล้วด้วยนะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ เพราะมาคิดดีๆอีกทีในช่วงที่เราฝึกงานบุคลากรที่ดูแลรักษาช้างยังน้อย ช่วงที่เรียนก็มีไอดอลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหมออลงกรณ์ หมอปานเทพ กลายเป็นแรงบันดาลใจว่าขั้นแรกเราน่าจะทำตรงจุดนี้มากกว่า เราเห็นว่าบุคลากรเรามีเกียรติ มีคุณค่า เป็นวิชาชีพที่มีความเสียสละค่อนข้างสูง เราน่าจะไปแบ่งเบาภาระของบุคคลเหล่านี้บ้าง เรื่องตัวเองเอาไว้ก่อน เลยยกเลิกเรียนหมอ มาเป็นหมอรักษาช้างบ้าน ที่สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด

    ความรู้สึกที่มีต่องานแรก
                    ช่วงนั้นทำงานสนุกมาก ได้รักษาช้างเป็นรถเคลื่อนที่ไปตามหมู่บ้าน แต่ละวันเป็น 10 เชือก สูงสุดถึง 40 เชือก ได้เข้าไปในป่า ไปในพื้นที่ไปหาช้าง ถึงแม้ว่าการทำงานในช่วงนั้นจะได้ค่าตอบแทนไม่เยอะเมื่อเทียบกับเพื่อนหมอด้วยกัน แต่สิ่งที่เราได้รับคือความสบายใจ ความอิ่มเอิบใจกับสิ่งที่เราทำ เพราะเราไม่คิดว่าคนคนหนึ่ง เด็กธรรมดาคนหนึ่งที่มีนิสัยเกเร จะสามารถช่วยชีวิต มีส่วนร่วมทำให้เขารอดชีวิตหรือหายจากอาการบาดเจ็บ เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ก็เลยทำมาตลอด อีกอย่างหนึ่งคือเป็นนักกีฬาสูงใหญ่ จะให้ไปรักษาสัตว์เล็กๆคงไม่ไหว จึงคิดว่ามาถูกทางแล้ว เรามีความสุข ครอบครัวรอบข้างก็มีความสุข

    3

    การทำงานในรัฐสภา
                    ทีนี้ทำไปได้ 8 เดือน ก็มีคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา สนใจเรื่องปัญหาช้างในประเทศ แล้วก็อยากหาทางแก้ไขปัญหาช้างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในภาพรวม ด้านนโยบายผู้หลักผู้ใหญ่จะมีแนวทางอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเขาต้องการคนหนุ่มที่มีมุมมองเฉพาะด้าน ซึ่งเราคลุกคลีกับชาวบ้านที่จังหวัดสุรินทร์อยู่แล้ว เราเข้าถึงพูดคุยกับเขาได้ และเขามีความศรัทธาในตัวหมอ กลายเป็นเรื่องง่ายหากเราจะเข้าไปแก้ปัญหาล้วงลึกข้อมูลที่เกี่ยวกับช้าง จึงได้รับคัดเลือกมาอยู่ที่รัฐสภา โดยโอนสังกัดมา การทำงานตอนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ เอาประสบการณ์ที่มีอยู่มาทำ ส่วนที่สองคือ Learning by doing เพราะงานในแนวนี้เป็นแนวใหม่ เราถือว่าเราเป็นตัวแทนของวิชาชีพสัตวแพทย์ที่เข้าไปอยู่ในสภา ช่วยการนำเสนอนโยบาย สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตำแหน่งแรกที่ทำคืออนุกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นอนุกรรมการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ไปไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม โดยตำแหน่งสุดท้ายในรัฐสภาคือ ผู้ชำนาญการ ประจำคณะกรรมาธิการ ถือว่าเป็นระดับสูงสุดที่ในระดับของคนนอกที่ไม่ได้เป็นวุฒิสมาชิก ตอนนั้นถ้าพูดถึงตำแหน่งโดยไม่มองหน้า อาจจะคิดว่าเป็นคนที่มีอายุมาก มีประสบการณ์สูง แต่จริงๆผมทำงานไม่กี่ปีเอง อายุประมาณ 24-25 ปีได้

    มุมมองของสมาชิกรัฐสภา
                    ผมเข้าไปอยู่ในรัฐสภา ทุกคนให้เกียรติหมอมาก เพราะเขาติดภาพของหมออาวุโสหลายคน อย่างเขาศรัทธาในหมออลงกรณ์ หมอปานเทพ ก็เลยเป็นผลบุญตกมาถึงเรา แล้วมุมมองของวุฒิสภา เขาจะไม่มองเรื่องคุณวุฒิ วัยวุฒิ เขามองเรื่ององค์ความรู้เฉพาะด้าน เรื่องที่กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าที่จะสร้างผลงาน บนพื้นฐานของการมีคุณธรรมและจริยธรรม เพราะฉะนั้นเขาก็มองว่าเด็กหนุ่มมันมา มันมีไฟแรง มันมีจริยธรรม มันมีความมุ่งมั่น คุณกล้า คุณรู้ในสิ่งที่คุณทำ คุณทำงานกับเราได้ เราเชื่อคุณ นี่คือมุมมองที่ผู้ใหญ่มอง

    4

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับลงภาคสนามอีกครั้ง
                    ความคิดพื้นฐานของผมก็คือ ถ้าเราอยากทำอะไร เราก็จะทำ เพราะเราเกิดมาทีเดียว เลยคิดว่าอยากทำให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าชาตินี้เราเกิดมาเป็นหมอได้ทำดี แต่ชาติหน้าเราก็อาจไม่ได้เป็นหมอก็ได้ ดังนั้นชาตินี้เราอยู่ในสถานะที่เราเป็นหมอ เราก็น่าจะทำในสิ่งที่เราอยากจะทำในวิชาชีพหมอ แต่งานที่เราทำในรัฐสภาเป็นงานเชิงนโยบาย ซึ่งธรรมชาติของเราคือการรักษา เรากำลังรักษาช้างมันๆ ได้บู๊ สนุกสนาน อยู่ดีๆมาใส่สูทผูกไทด์ มาประชุม มันขัดกับความรู้สึกนึกคิดเวลานั้น เลยคิดจะลาออก ก็เปรยๆกับผู้ใหญ่เอาไว้ ซึ่งผู้ใหญ่เขาพอใจในงานของเรา จึงขอให้อยู่ต่อเพราะงานกำลังเดิน ทีนี้ผู้ใหญ่เลยถามว่าแล้วเราคิดว่างานสัตว์ป่าในประเทศไทย อะไรที่มันยังขาด อะไรที่ควรจะมี ผมเลยเสนอว่าจำเป็นที่เราจำเป็นต้องมีหมอสัตว์ป่า (Wildlife Veterinarian) ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา พื้นที่กว้างใหญ่ของเขา เขามีหมอสัตว์ป่า 1,000 คน ทั้งที่ทรัพยากรของเขา ความหลากหลายทางชีวภาพสู้บ้านเราไม่ได้ เลยเอาจุดเน้นตรงนี้ไปเสนอรัฐสภา ซึ่งก็เห็นชอบว่ามีความจำเป็นต้องมีสัตวแพทย์เข้าไปดูแลสัตว์ป่า แต่ทีนี้ก็มีปัญหาว่าแล้วจะหาใครมาทำ เพราะคนไม่มี องค์ความรู้ในต่างประเทศอาจจะมี แต่เราเอามาใช้กับบ้านเราไม่ได้ บ้านเขายาประสิทธิภาพดี พื้นที่เป็นป่าโล่ง ขับเฮลิคอปเตอร์ ขับรถเข้าไปยิงยาสลบสัตว์ได้ ตรงข้ามกับบ้านเราที่เป็นภูเขาเป็นป่าทึบ การทำงานคนละเรื่องกัน ยากลำบากกว่าเยอะ ซึ่งสุดท้ายคนที่ต้องเข้าไปทำก็คือผม จึงกลายเป็นความกดดันอันยิ่งใหญ่ว่าเราพูดไปแล้วนะ ที่เหลือต้องทำให้ได้ตามที่พูด

    WildlifeVeterinarianกับZooVeterinarian
                    “Zoo Veterinarian คือหมอที่ดูแลสัตว์ป่าในกรงเลี้ยง แต่ Wildlife Veterinarian ผมนิยามตัวเองเลยว่าคือสัตวแพทย์ที่ทำงานในพื้นที่อนุรักษ์ บนพื้นฐานของความเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์วิทยาและห่วงโซ่อาหาร

    5

    การทำงานในป่า
                    ช่วงแรกๆความพร้อมเรายังไม่มี ก็ได้ความช่วยเหลือจากชมรมสัตวแพทย์สัตว์ป่าและสวนสัตว์แห่งประเทศไทย มาเป็นที่ปรึกษาเป็นตัวช่วยสนับสนุนการทำงานของเรา ทั้งยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เราทำงานได้โดยมีชุดสนับสนุนคือสัตวแพทย์สัตว์ป่าทั้งประเทศ ก็เริ่มทำงานมีความสุขแล้วเพราะจะได้ทำงานเชิงนโยบายด้วย สัปดาห์หนึ่งประชุม 2 วัน ที่เหลือเราก็เข้าป่าไปรักษาสัตว์ป่า ไปดูแลพื้นที่ ไปจัดการสุขภาพสัตว์ป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ เป็นช่วงการทำงานที่มีความสุขที่สุดแล้ว เพราะได้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น  การทำงานของผมก็คือยกโรงพยาบาลเข้าไปหาเขาในป่า เพราะการเอาเขามานอกพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่และสภาพอาหารจะทำให้เขาเกิดความเครียดจนถึงขั้นต่อสู้หรือตาย จึงเป็นเรื่องที่ดีกว่าถ้าหมอถือกระเป๋าใบเล็กๆไปหาเขาที่บ้าน รักษาเสร็จก็ให้เขาพักในบ้าน แต่ทีนี้การทำงานสัตวแพทย์สัญจรในป่าก็เสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวินาที ทั้งการติดโรคต่างๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย พื้นที่ในการทำงานที่ยากลำบาก เป็นไข้มาลาเรียเกือบตายผมก็เคยเป็นมาแล้ว แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะทำงานด้านนี้ ก็ต้องพร้อมเผชิญหน้า ยกตัวอย่างกรณีสัตว์บาดเจ็บ เวลาเข้าไปหาเขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นหมอ เขาดูบัตรไม่เป็น ว่าไอ้นี่มันเป็นหมอนะ มันมาช่วย อย่าไปทำร้ายมัน ยอมให้มันรักษาเถอะ แต่เราเป็นคนมีสมอง เราคิดได้ ว่าทำอย่างไรให้รักษาเขาได้ อยู่ที่ว่าเราจะคิดอย่างไร บางครั้งถูกเตะบ้าง ชนกระแทกบ้าง เราก็ไม่โกรธ เพราะเรารู้เขาทำไปตามสัญชาตญาณ แต่ทั้งนี้เราทำงานต้องวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ ใช้ความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ เราไม่สามารถทำได้ว่าต้องรักษาช้างให้หาย เจ้าหน้าที่จะบาดเจ็บอย่างไรไม่สนใจ รักษาให้หายเอาผลงาน แบบนั้นไม่ใช่ผม

    6

    ประสบการณ์ในป่าที่ประทับใจ
                    เป็นครั้งที่เข้าไปรักษาช้างแล้วเจ้าหน้าที่โดนช้างกระทืบ ช้างตัวนั้นตัวโตประมาณ 6 ตัน ถูกยิงที่ก้น หางขาด ก้นเป็นรู บาดเจ็บหนักมาก กลิ่นเลือดกลิ่นหนองคลุ้ง ตอนเข้าไปเราก็เห็นแล้วว่าช้างตกมัน แต่เราก็ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ไขว้เขวในการทำงาน เลยไม่ยอมบอกเขาว่าช้างตกมัน ส่วนเจ้าหน้าที่เองก็กลัวหมอจะกลัวเหมือนกันก็เลยไม่บอกว่าช้างตัวนี้เคยฆ่าคนตายมาแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีจิตวิทยาเข้าหากัน  ปัญหาแรกที่เจอคือยาสลบใกล้หมด ลูกดอกก็หมด แต่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งวิ่งเสี่ยงเข้าไปดึงลูกดอกจากช้างออกมา ก็เลยเอายาที่เหลือยิงต่อ พอยิงไปแล้วช้างก็ยังไม่ซึม ยังเดินยิ้มไปเรื่อย ผมก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปรักษาทั้งอย่างนั้น เดินรักษาตามก้นช้างจนเสร็จตอนดึก ทีนี้เราคอยดูอาการทุกวัน เราก็เห็นแล้วว่าเขาดีขึ้น พอถึงระยะเวลาเราก็ต้องประเมินผล แต่เมื่ออาการเขาดีขึ้น การระวังตัวก็สูงขึ้น พอจะต้อนเขาออกไปนอกป่า เขาไปเจอเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มอยู่ตรงนั้น ซึ่งเราไม่มีวิทยุสื่อสารกันไม่ได้ เขาเลยหันกลับมาเล่นพวกที่อยู่ในป่า เขายืนซุ่มนิ่งแล้วก็วิ่งมากระทืบ ตอนแรกเขาก็วิ่งไล่ผม ทีนี้มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งวิ่งสะดุดเถาวัลย์ล้ม เขาเห็นก็เลยไปกระทืบคนนั้น ก็กระทืบเอว ไหล่ แต่เจ้าหน้าที่ยังมีสติเลยเบี่ยงตัวหนีไม่ให้กระทืบหัว เจ้าหน้าที่คนอื่นก็ยิงปืนขึ้นฟ้า เขาก็เตลิดหนีไป ความประทับใจที่เกิดขึ้นก็คือ ช้างมีแรงกระทืบแสดงว่ามันหายแล้ว และเจ้าหน้าที่ที่โดนกระทืบก็ไม่โกรธช้าง เข้าใจว่ามันทำไปตามสัญชาตญาณไม่ได้เจตนา เขาพูดกับผมว่า หมอ..ผมจะรีบรักษาตัวให้หายแล้วผมจะเข้าป่าไปรักษาช้างกับหมออีก นี่คือสิ่งที่ประทับใจ

    อนาคตที่วางไว้
                    คิดแบบนักเลงก็คือเลิกทำ สร้างองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายและแนวการทำงานให้หมอคนอื่นทำแล้วเราก็จะเลิก ไปเปิดโรงเรียนสอนบาสเก็ตบอลให้เด็กๆ ทำสิ่งที่เราชอบ เพราะความสำคัญของการทำงานนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนทำ แต่อยู่ที่ว่ามีคนทำหรือเปล่า ก็คงไม่มีใครมาขวางไม่ให้ทำต่อ ผมทำงานมาเหนื่อยก็ท้ออยากพักเหมือนกัน แต่ถ้าเราวางแนวทางให้วิชาชีพรุ่นหลังเขาทำงาน เขาสบายไม่ต้องท้อเหมือนเรา เขาก็สามารถทำได้ตลอดชีวิตของเขา แล้วผมมองว่า Wildlife Veterinarian ผู้หญิงจะทำได้ดีกว่า ไม่ต้องไปบุกป่าฝ่าดง เป็นงานวางแผนเตรียมการหลายๆเรื่อง ซึ่งผู้หญิงละเอียดอ่อน มีความประณีตในตัวอยู่แล้ว จะทำให้งานตรงนี้ชัดเจนขึ้น

                    สุดท้ายหมอล็อตฝากว่า หากบางเหตุการณ์เราท้อ มีคำๆนึงสามารถลบล้างความคิดความท้อได้ คือ ถ้ากูไม่ทำแล้วใครจะทำแล้วเวลาทำอะไรต้องไม่ทำประชด เมื่อไหร่ที่จะทำให้เต็มที่เต็มร้อย ถ้าเต็มพันต้องทำให้เต็มหมื่น แล้วอย่าคิดว่าชีวิตตัวเองเลวร้าย ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เลวร้ายกว่าคุณ อยากให้มองหมอ มองเจ้าหน้าที่ ว่าท้อกว่าเยอะ เพราะถ้าหมอโดนช้างกระทืบตาย ไม่มีใครสร้างอนุสาวรีย์ยกย่อง ไม่มีใครคิดว่าหมอเป็นฮีโร่ มีแต่คนสมน้ำหน้าว่ามาทำอะไรที่นี่ เงินเดือนนิดเดียว แต่เรารู้เองว่าสิ่งที่เราทำมีคุณค่าแค่ไหนเท่านั้นพอ

    7

    ขอขอบคุณ
    นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
    สัตวแพทย์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

     

     

    January 04

    หมอล็อตหมอสัตว์ป่า

      

     002_778

      รายการคนค้นคน
    "หมอล็อต หมอสัตว์ป่า"
    ออกอากาศวันที่ 8,15 มกราคม 2551 เวลา 22.05 น.

    เรียนหมอมันท้าทายดี แต่เรียนหมอธรรมดามันก็ง่ายไป ผมเลยเรียนเป็นหมอสัตว์ เพราะสัตว์มันพูดไม่ได้ จะเจ็บจะป่วยก็เดินออกมาบอกใครไม่ได้ แต่มนุษย์เรา เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็สามารถบอกกล่าว และดูแลตัวเองได้ ผมจึงตัดสินใจที่จะเรียนสัตวแพทย์ ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าสัตวแพทย์คืออะไร

    เสี้ยวความคิดหนึ่ง ที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หรือที่วงการสัตวแพทย์รู้จักในนาม หมอล็อตสัตวแพทย์หนุ่มไฟแรงวัย 28 ปี อดีตเด็กชายหัวโจ๊กจอมเกเรแห่งเมืองสุรินทร์ ได้ตัดสินใจพาตัวเอง เข้าสู่เส้นทางของการเป็นหมอรักษาสัตว์ป่า จากที่เคยเป็นเด็กหัวดื้อ ยกพวกตีรันฟันแทง และเป็นคนที่คลั่งไคล้ในกีฬาบาสเก็ตบอล จนได้เข้าร่วมทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งคนรอบข้างตัวเขา ก็ไม่มีใครเชื่อเลยว่า คนอย่างหมอล็อตจะสามารถเรียนหมอได้ บางคนมองว่าเป็นเรื่องแปลก และบางคนก็ไม่เชื่อว่าการเล่นกีฬา กับการเรียนหมอมันจะไปด้วยกันได้ ทำให้หมอล็อต ต้องลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง ให้ทุกคนเห็นว่าการเรียนหมอ กับการเล่นกีฬาสามารถไปด้วยกันได้ เขาจึงตกลงใจเข้าเรียนในคณะสัตวแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

    หลังจากชีวิต ได้เริ่มต้นเข้ามาเดินอยู่ในเส้นทาง การเรียนคณะสัตวแพทย์ หมอล็อตก็เริ่มซึมซับจริยธรรม ความภาคภูมิใจแห่งวิชาชีพของตน และมองเห็นถึงการทำงานอันเต็มเปี่ยมด้วยความเสียสละ ของสัตวแพทย์รุ่นพี่หลายๆ ท่าน อีกทั้งยังมีความคิดว่า ทำอย่างไรเราถึงสามารถ แบ่งเบาภาระหน้าที่เหล่านั้นได้บ้างผมเห็นสัตวแพทย์รุ่นพี่หลายๆ ท่านที่เขาทำงานในสังคม แล้วเขาเหนื่อยเขาท้อ เราก็คิดว่าทำยังไงเราถึงจะไปช่วยเขาได้บ้าง เช่น คุณหมออลงกรณ์, คุณหมอปรีชา, คุณหมอปานเทพ, คุณหมอสุเมธ หลายๆ ท่านที่เขาทำงานในด้านนี้ เรารู้สึกว่าทำอย่างไร เราถึงไปช่วยแบ่งเบาภาระพี่ๆ เขาได้บ้าง ตอนนั้นที่เราเป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ก็เริ่มคิด คิดว่าจะเป็นหมอรักษาช้าง เพราะพื้นเพเป็นคนสุรินทร์ เราก็รู้สึกว่าเราผูกพันกับช้าง เห็นช้างเจ็บ ช้างป่วยเราก็สงสัยว่าทำไมไม่มีใครมารักษา

    หมอล็อตเป็นหนึ่งผลผลิต จากโครงการเคี่ยวเข้มบันฑิตใหม่หมอสัตว์ป่า ซึ่งโครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้เขามีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เรื่องการรักษาสัตว์ป่ามากขึ้น และประสบการณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ช่วยหล่อหลอม ความเป็นหมอรักษาสัตว์ป่าในตัวเขาก็คือ การออกฝึกงานภาคสนามในแต่ละเทอม ซึ่งหมอล็อตจะออกเดินทางสู่ป่าเขา และชนบทในพื้นที่ทุรกันดาร พร้อมแบกเป้คู่ใจ ที่ภายในบรรจุไปด้วยเวชภัณฑ์ และยาในการรักษาสัตว์มากมาย เพื่อไปดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ให้กับชาวบ้านในชุมชน

    เมื่อผมเดินทางไปที่ไหน ชาวบ้านก็ดีใจเอาสัตว์มาให้รักษาเยอะ เรารู้สึกสิ่งที่เราทำให้กับชาวบ้าน โดยไม่ได้หวังผลอะไร แต่ผลที่มันออกมาจากสิ่งที่เราทำ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เราก็เกิดความรู้สึกว่า บางครั้งการทำอะไรไปโดยไม่หวังผลตอบแทน สิ่งที่เราได้มันอาจไม่ได้กลับมาเดี๋ยวนั้น มันอาจจะได้กลับมาในระยะยาว แต่เมื่อมันได้กลับมา จะเป็นความรู้สึกที่ประทับใจ ภูมิใจ ตื้นตันใจมากด้วยประสบการณ์จากการเคี่ยวกรำ ฝึกฝนวิชาชีพด้านสัตวแพทย์มาตลอดระยะเวลา 6 ปี หลังจากจบการศึกษา สัตวแพทย์หนุ่ม ก็ได้เริ่มเข้าทำงานเป็นหมอกรมปศุสัตว์ที่สถาบันวิจัย และบริการสุขภาพช้างแห่งชาติที่ จ.สุรินทร์ บ้านเกิดเป็นแห่งแรก

    หลังจากนั้นไม่นาน ทางกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ก็มีการสรรหาบุคคล ที่จะมาดำเนินการแก้ไขปัญหาช้างในประเทศไทย หมอล็อตก็ได้รับคัดเลือก ให้เป็นผู้ปฏิบัติงานในวุฒิสภา ในตำแหน่งอนุกรรมาธิการ ทรัพยากรธรรมชาติ การทำงานในตำแหน่งนี้ แม้จะเป็นตำแหน่ง ที่สัตวแพทย์หลายคนใฝ่ฝัน เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และมีหน้ามีตาในสังคม แต่ด้วยเป้าหมาย และอุดมการณ์ที่หนักแน่นของหมอล็อตว่า สัตวแพทย์ต้องทำงานด้านการรักษา มิใช่เพียงทำงานในเชิงนโยบาย จึงทำให้เขาตัดสินใจลาออก จากการทำงานในรัฐสภา

    ผมทำงานที่รัฐสภาอยู่ประมาณ 3 ปี ผมก็ขอลาออกจากกรรมาธิการ เพราะผมคิดว่าผมเรียนสัตวแพทย์มาก็เพื่อรักษา แต่งานในกรรมาธิการเป็นงานเชิงนโยบาย เราไม่ได้รักษาสัตว์เลย เราก็รู้สึกอึดอัด ก็เลยขอลาออก เพราะมันไม่ใช่เป้าหมายของเรา เป้าหมายของเราคือการรักษา การดูแลสัตว์โดยตรงด้วยความคิดที่ว่า ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ยังไม่มีสัตวแพทย์เข้าไปร่วมดำเนินการ การจัดการเรื่องสุขภาพสัตว์ป่า ทั้งๆ ที่ทรัพยากรสัตว์ป่าภายในประเทศมีจำนวน และมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมาก มีปัญหาเรื่องสัตว์บาดเจ็บเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

    เมื่อมองเห็นถึงปัญหา หมอล็อตจึงได้เสนอโครงการ กับทางกรรมาธิการก่อนที่จะออกจากการทำงาน จึงได้เกิดเป็นโครงการนำร่อง เกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือสัตว์ป่า ในพื้นที่อนุรักษ์ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เมืองไทย มีสัตวแพทย์รักษาสัตว์ป่าในเขตพื้นที่ป่า (Wildlife Veterinarian) เป็นคนแรกของประเทศ นั่นก็คือหมอล็อต หลังจากที่หมอล็อต ได้เข้ามาเป็นสัตวแพทย์รักษาสัตว์ป่า ในเขตพื้นที่ป่า เขาก็ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ทำงานที่ถือว่าเป็นหน้าที่ ที่ตนได้รับมอบหมาย อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ถึงแม้ว่าต้องเผชิญกับอันตรายนานัปการ ทั้งอันตรายจากสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ โรคภัยต่างๆ ที่แฝงอยู่ในป่าลึก และกลุ่มผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่า แต่นั่นก็มิได้เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาหยุดความตั้งใจ ในการรักษาสัตว์ป่าเหล่านี้เลย

    ภารกิจของหมอล็อต มิใช่ทำเพื่อความสุขสบายของตนเอง และครอบครัว แต่ภารกิจทุกภารกิจที่ทำ ก็เพื่อเหล่าสัตว์ป่าทั่วประเทศ ที่ยังรอคอยการเยียวยา การรักษาดูแล เขาเปรียบเสมือนผู้ไถ่บาป ให้กับมนุษย์ผู้รุกรานพื้นที่ และชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า เมื่อมนุษย์เรา เป็นผู้ทำให้สัตว์ป่าต้องทุกข์ทรมาน หมอก็จะเป็นคนรักษาสัตว์เหล่านั้น ให้พ้นจากความเจ็บป่วย และให้ความรู้กับชาวบ้าน เพื่อเปลี่ยนความคิดให้ช่วยกันรักษา และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เพื่อคนสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้ โดยไม่เบียดเบียนกัน

    December 26

    ช่วยชีวิต "กวางป่า" ขาติดกระป๋อง

     

    ช่วยชีวิต "กวางป่า" ขาติดกระป๋อง
    อำนวย อินทรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

              ระยะ 2-3 ปีมานี้มักจะมีข่าวเกี่ยวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะช้าง เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ คนรู้สึกว่าตัวเองผูกพันกับช้าง และเกรงว่าจะสูญพันธุ์ไปจากป่าเมืองไทย สาเหตุสำคัญที่ทำให้เจ็บป่วยก็เนื่องมาจากคน เพราะคนที่อยู่ใกล้ป่ากับช้างป่าขัดแย้งกัน โดยช้างป่ามักจะออกจากป่ามากินพืชไร่ที่คนปลูก เหตุที่ช้างออกจากป่ามากินพืชไร่ของชาวบ้าน เป็นเพราะป่าแถวนั้นเคยเป็นที่อยู่ของช้างมาก่อนที่คนจะถางป่าเอามาเป็นไร่ และการป้องกันการไล่ล่าช้างป่าดีขึ้น ทำให้การล่าช้างเอางาลดลง ช้างป่าก็เลยไม่ค่อยจะกลัวคนอีกต่อไป แม้จะจุดประทัดไล่ บ้างก็เอาไฟฟ้าแรงต่ำจากแบตเตอรี่มาล้อมเป็นรั้ว ก็แค่ทำให้ช้างสะดุ้งตกใจเท่านั้น แล้วมันก็สรุปได้ว่าไม่ถึงกับตาย ก็พยายามมากินพืชปลูกอีกในที่สุดเจ้าของไร่มักจะแก้ปัญหา โดยใช้ปืนผูก หรือจั่นห้าว บ้างก็ใช้แร้วดักช้าง ทำให้บาดเจ็บทุกข์ทรมาน เจ้าหน้าที่ก็จับมือใครดมไม่ได้  แต่ตามความเป็นจริงแล้ว สัตว์ที่ป่วยหรือบาดเจ็บไม่ได้มีแต่ช้างเท่านั้น สัตว์อื่นๆ ก็เจ็บป่วยจากคนเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยเป็นเรื่องใหญ่โต นั่นเป็นเพราะสัตว์อื่นนอกจากช้างตัวเล็ก และคนมีความรู้สึกผูกพันน้อยกว่าช้าง ขณะนี้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้จ้างนายสัตวแพทย์ประจำกรมขึ้นมาแล้ว คือ น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือ "หมอล็อต" พอได้รับรายงานว่ามีสัตว์บาดเจ็บที่ไหน หมอล็อตก็ตามไปรักษา

              วันหนึ่ง หมอล็อตได้รับแจ้งจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ว่ามีกวางบาดเจ็บ ก็รีบบึ่งรถไปเขาใหญ่ทันที ไปถึงเขาใหญ่ก็มีหัวหน้าอุทยานฯ เขาใหญ่ และหัวหน้าฝ่ายวิชาการ คือนายสมบัติ พิมพ์ประสิทธิ์ พร้อมกับคนรักสัตว์ป่าอีกคน คือนายดุลสิทธิ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขาตามหากวางบาดเจ็บไม่นานก็เจอใกล้กับที่กางเต็นท์ลำตะคอง มันเดินโขยกเขยก เพราะเจ็บที่ขาหลังข้างซ้าย จะเข้าไปดูใกล้ๆ มันก็หนีห่างออกไป ในที่สุดต้องนั่งบนรถกระบะเฉียดเข้าไปใกล้ จึงรู้สาเหตุการบาดเจ็บ



              ที่ต้องนั่งรถเพราะกวางกลัวคนเดินเข้าหามากกว่ากลัวรถยนต์ ทำไมเป็นอย่างนั้นก็น่าคิดอยู่ กีบหลังข้างซ้ายของมันมีกระป๋องสวมอยู่ คงจะเป็นกระป๋องปลาที่คนกินแล้ววางทิ้งเรี่ยราด มันเดินไปสวมเข้าพอดีกับกีบ หมอล็อตตรวจและวินิจฉัย ตรงที่กีบติดกระป๋องรอยต่อระหว่างหนังกับกีบมีเส้นประสาทอยู่มาก ที่สำคัญเป็นกวางที่อยู่ระหว่างให้นมลูก มีลูกน้อยเดินตามตลอดเวลา และคาดว่าลูกกวางมีอายุไม่เกิน 2 เดือน หมอล็อต บอกว่า ถ้าแม่กวางป่วยคุณภาพของนมก็จะลดลง หรือถ้าแม่มีเชื้อโรค เชื้อโรคนั้นก็จะถ่ายไปถึงลูกด้วย เรียกว่า เจ็บที่แม่แต่กระเทือนถึงลูก

              จากนั้นหมอล็อตจึงตัดสินใจใช้ยาสลบ แต่ปัญหามีว่ายาสลบเหลือเพียงโดสเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นคนยิงยาสลบต้องแม่น ไม่พลาดเด็ดขาด รถกระบะเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ๆ เจ้าหน้าที่ที่เหลือคอยกันไม่ให้มันหนีเข้าป่า ระยะยิงยังห่างเกินไป แล้วลูกของมันซึ่งคงจะรู้ความเจ็บปวดของแม่ ก็คลอเคลียไม่ห่างเลย บางครั้งมีต้นไม้บัง ต้นไม้กับลูกของมันเป็นอุปสรรคไม่น้อย ยาสลบนัดแรกโดนที่ท้อง ก่อนเข็มจะร่วงลงดิน ทำให้ยาไม่เดินเข้าสู่ร่างกาย ทั้งที่โดยปกติแล้วระบบกลไกของปืนยิงยาสลบนั้น ยาจะเดินทันทีที่เข็มปักเข้าเป้าหมาย แต่เพราะเข็มเฉียดท้องนิดเดียว กลไกการฉีดยาจึงไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่บรรจุปืนยิงใหม่อีกครั้ง คราวนี้ไม่พลาด เข้าที่สะโพกหลังข้างขวาเต็มๆ มันยืนซึมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ นอนลงและหลับ เจ้าหน้าที่ค่อยๆ ย่องเข้าไปหา ขณะที่ลูกกวางถอยออกไปยืนดูอยู่ห่างๆ

              จากนั้นหมอล็อตเข้าไปตรวจและดึงกระป๋องออก พบว่ากระป๋องสวมลึกเข้าไปมากจนสวมกีบกวางมิด หนังถลอกจนเกือบถึงเนื้อ เลือดแห้งเกรอะกรัง เนื้อบวมเป่งและเขียวช้ำ หมอล็อตจึงให้ยาฆ่าเชื้อ วิตามิน ยาฆ่าเห็บหมัด วัคซีนกันบาดทะยัก และยาผงไล่แมลงและป้องกันหนอน แม่กวางสลบไปราวครึ่งชั่วโมงก็ฟื้น ก่อนที่ลูกของมันจะวิ่งตรงรี่เข้ามาหาแม่ และพากันกลับเข้าป่าไป และนั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 27 ม.ค. 2550 และจนถึงขณะนี้ทีมงานที่รักษามั่นใจว่า กวางแม่ลูกคู่นี้ปลอดภัย จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางอุทยานฯ ขอร้องให้นักท่องเที่ยวอย่าทิ้งขยะในเขตอุทยานฯ ดังในกรณีแม่กวางป่าติดกระป๋อง หรือแม้แต่ถุงพลาสติกและห่อขนมก็ตาม เพราะหากสัตว์ป่ากินเข้าไปอาจถึงตายได้

    ขอบคุณข้อมูลจาก น.ส.พ.ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2550

    December 19

    งานเสวนา"อนาคคช้างไทยใครกำหนด"

    IMG_0993

    งานเสวนา "อนาคตช้างไทยใครกำหนด"
    เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2550
    วิทยากรในการสนทนาได้แก่
    1. น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพ
    2. น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน(หมอสัตว์ป่า) หมอล็อต
    3.ผศ.ดร.นริส ภูมาภาคพันธ์
    4.นายรักษา สนินทบูรณ์

    ครึ่งแรกของการเสวนาเป็นแนะนำตัวของวิทยากรแต่ละท่าน
    คุณหมอล็อตแนะนำตัวเหมือนในหนังสือ ค.คน ทุกบรรทัดเลย55
    ได้ข้อมูลเพิ่มว่าเคยไปนักบาสฯที่สิงคโปร์ มาก่อนเป็นสัตวแพทย์เต็มตัว

    พอครึ่งหลังวิทยากรแต่ละท่านก็งัดวิทยายุทธ์ ออกมากันเต็มที่
    ทั้งเรื่องสถานการณ์ช้างป่าในไทย
    พื้นที่ของช้างป่า
    ถิ่นที่อยู่ของช้างป่า
    การป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับช้าง
    แนวทางการป้องกัน

    ส่วนคุณหมอล็อตก็บรรยายเกี่ยวกับภารกิจและพันธกิจของสัตวแพทย์สัตว์ป่า
    และยังได้เล่าถึงการทำงานในแต่ละภารกิจด้วย

    IMG_1009IMG_1011

    IMG_1013

    IMG_1018

    หลังจบการเสวนาก็มีการถ่ายภาพหมู่รวมกัน

    ภาพข่าวโดย...นู๋กานต์
    บรรยายโดย...นู๋กานต์


    *ภาพไม่ค่อยชัดเนื่องจากคนถ่ายนั่งอยู่ไกลเลยต้องซูมเยอะมากๆประกอบกับการตั้งค่าisoสูง

     

    December 12

    คุณหมอกับโครงการเสริมโป่งช้างและสัตว์ป่า ครั้งที่ 15

         สำนึกรักษ์ธรรมชาติของคนไทยเวลานี้กล่าวได้ว่าเป็นกระแส หรือแฟชั่น เพราะถ้าใครไม่พูดถึงเรื่อง "โลกร้อน"ก็ถือว่าตกยุคการรณรงค์รักษ์โลกช่วยลดมลพิษที่จัดกันมากมายจึงไม่ต่างอะไรกับสายลมที่พัดผ่านเพียงชั่วครู่ชั่วยามให้หลงดีใจท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวของมวลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เก็บกักความร้อนครอบ คลุมห่อหุ้มไปทั่วชั้นบรรยากาศโลกคนส่วนใหญ่ยังมองอะไรเป็นเรื่องไกลตัวเช่นเปิดแอร์นิดหน่อยคงไม่เป็นไรเราคนเดียวคงไม่ทำให้โลกร้อนขึ้นมากมาย หรือใช้ถุงพลาสติกใบนิดเดียวคงไม่เป็นไร แต่ถ้าย้อนคิดถึงคำกล่าวว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"ฉันใด ก็จะตระหนักได้ว่า ทั้งการนั่ง เดิน กิน ขับถ่ายของเรา ล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมคนส่วนใหญ่ยังมองอะไรเป็นเรื่องไกลตัวเช่นเปิดแอร์นิดหน่อยคงไม่เป็นไรเราคนเดียวคงไม่ทำให้โลกร้อนขึ้นมากมายหรือใช้ถุงพลาสติกใบนิดเดียวคงไม่เป็นไรแต่ถ้าย้อนคิดถึงคำกล่าวว่า"เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" ฉันใด ก็จะตระหนักได้ว่า ทั้งการนั่ง เดิน กิน ขับถ่ายของเรา ล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม  ท่ามกลางกระแสตื่น "โลกร้อน" ของคนเมือง ยังมีองค์กรเล็กๆ อย่าง มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมช่วยโลกและสรรพสัตว์ให้มีชีวิตที่สมดุลอย่างต่อเนื่องมานานกว่า15ปีโดยเฉพาะกิจกรรมนำเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆไปช่วยกันเสริมโป่งช้างและสัตว์ป่า ณ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ ล่าสุด เมื่อวันที่ 10-11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผืนป่ามรดกโลกแห่งที่ 2ของไทย(แห่งแรกคือ"ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง")ภาวะโลกร้อนทำให้เขาใหญ่ได้รับผลกระทบโดยตรงทำให้หน้าแล้งก็แล้งขึ้นอย่างสาหัสพอถึงหน้าฝนก็มีปริมาณน้ำฝนตกมากขึ้นเป็นประวัติการจนเกินความจำเป็นแล้วยังต้องให้บริการนักท่องเที่ยวที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากอนุญาตให้พักค้างแรมด้วยเต็นท์ได้ ทำให้สถิตินักท่องเที่ยวบนเขาใหญ่ปี 2549สูงกว่า 9 แสนคน ปริมาณรถยนต์กว่า 1.6 แสนคัน ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือมลพิษทั้งทางอากาศและขยะที่แต่ละคนสร้างขึ้นอย่างต่ำครึ่งกิโลกรัมต่อคนต่อวันรวมแล้วปีละหลายหมื่นตันกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการกำจัดอยู่ในขณะนี้เมื่อขยะล้นเกินจนเกิดการบูดเน่า พอหมูป่ามาคุ้ยขยะกิน ก็ติดเชื้ออหิวาตกโรคจากขยะครั้นหมูป่าถูกเสือล่าไปกิน ทำให้เสือบนเขาใหญ่ตายเพราะติดเชื้อไปแล้ว 4 ตัว ส่งผลให้กวางที่เป็นอาหารของเสือมีจำนวนมากขึ้นสัตว์ผู้ล่าอย่างหมาในก็เพิ่มตามไปด้วย ชาวบ้านรอบเขาใหญ่เกลียดหมาใน จึงวางยาเบื่อในซากไก่ให้หมาในกิน แต่ซากไก่ที่วางไว้นานจนหนอนขึ้น กลายเป็นอาหารของแร้ง แร้งกินก็ตาย จนกล่าวได้ว่าแร้งฝูงสุดท้ายหายไปจากเขาใหญ่แล้ว เหล่านี้ทำให้ระบบนิเวศที่ประกอบด้วยผู้ล่า ผู้ถูกล่า และการย่อยสลายไม่สมดุล โดยมีมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้น และเป็นตัวเร่งให้ระบบนิเวศเลวร้ายลง แล้วทำไมมูลนิธิช้างฯ ต้องจัดกิจกรรมเสริมโป่ง? เพราะ "โป่ง" คือแอ่งดินในป่าที่มีแร่ธาตุหลายชนิด อันเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของสัตว์ การเสริมโป่งคือการทำอาหารให้สัตว์ป่า ณ ครัวของสัตว์ป่าเอง โดยเฉพาะสัตว์กินพืชจำเป็นต้องกินดินโป่งอย่างนกจะได้รับแคลเซียมจากโป่งไปเก็บสะสมไว้สร้างเปลือกไข่ให้แข็งแรง สีขนสดสวย ส่วนกวางถ้าขาดแร่ธาตุจากโป่ง ขนจะไม่ยาว ขาจะไม่งอก กระดูกจะนิ่ม หรือสัตว์ที่ตั้งท้องจะได้รับแร่ธาตุจากการกินดินโป่ง โป่งจึงเปรียบเสมือนโรงพยาบาลสัตว์ป่าด้วย แม้แต่นกเงือกยังมาคลุกดินโป่งเพื่อฆ่าไรที่เกาะตัวมันขณะที่ช้างจะมาคลุกดินเพื่อรักษาแผลนอกจากได้ร่วมปลูกป่าและเสริมโป่งแล้วเด็กๆยังได้รับความรู้เรื่องธรรมชาติชีวิตสัตว์ และเบื้องหลังเบื้องลึกการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยมี "หมอล็อต" ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ประจำอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่หมอหนุ่มมาดเซอร์ ผู้อุทิศตัวเพื่อสัตว์ป่า เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ ให้น้องๆ ฟังอย่างเป็นกันเอง ชนิดถูกใจวัยใส วัยทีน เพราะหมอล็อตต้องช่วยเหลือสัตว์ป่าที่บาดเจ็บถึงในป่า เป็นการทำงานที่ลำบากและท้าทาย พบเจอปัญหาและผลกระทบที่คาดไม่ถึงมากมายที่ต้องใช้ความคิด และเหตุผลมากกว่าความรู้สึก เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ช่วยลูกกวางตาบอดให้รอดจากการล่าของหมาใน แต่สุดท้ายลูกกวางตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ส่วนหมาในเมื่อไม่ได้กินลูกกวางตาบอดก็ไปกินตัวอื่นทำให้ธรรมชาติต้องเสียกวางถึงสองตัวทั้งๆที่ลูกกวางตาบอดนั้นแทบไม่มีโอกาสอยู่รอดตามธรรม ชาติเลย หากปล่อยให้เป็นอาหารของหมาใน เราก็จะเสียกวางเพียงตัวเดียว หมอล็อตให้ความรู้อีกว่าสัตว์ป่าจะมีสัญชาตญาณเฉพาะตัวในการบำบัดรักษาตัวเองยามเจ็บป่วย เช่น ช้างที่บาดเจ็บมีแผลที่ลำตัว จะพาตัวเองไปแช่ในบ่อน้ำ เพื่อให้ปลามาตอดที่แผล มากินเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกไป ดังนั้น ถ้าไม่เจ็บหนักจริงๆ สัตว์ป่าจะไม่ออกมาให้คนเห็น ถ้ามีคนพบเห็นสัตว์ป่าเจ็บป่วย หมอจึงมีหน้าที่ต้องไปรักษาให้เร็วที่สุด การถ่ายทอดเรื่องราวพร้อมภาพประกอบ แล้วลงมือปฏิบัติในสถานที่จริง ทำให้เด็กๆ เข้าใจและตระหนัก มากกว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ปลายเหตุ หรือการเข้าใจสิ่งต่างๆ แบบฉาบฉวยตามกระแสนิยม เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมจึงเข้าใจมากขึ้นว่า การช่วยโลกร้อนไม่ได้มีแค่เปิดแอร์ที่ 25 องศา หรือใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกเท่านั้น แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยโลกและระบบนิเวศของเรา เช่น ใช้โทรศัพท์เท่าที่จำเป็น ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีทีเดียวที่สำคัญคือการดูแลรักษาป่าและทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งแต่ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของช่วยกันปกป้องป่าต้นกำเนิดของสายธารที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราเมื่อทุกคนรู้จักรักและตอบแทนธรรมชาติธรรมชาติก็จะอยู่คู่กับเราไปอีกนานเท่านาน

    ขอบคุณข้อมูลจากbloglotterfanclub : ที่พี่หญิงดูแลอยู่นะค่ะ
    ช่วงนี้อาจะห่างเหินการอัพเดจข้อมูลนะค่ะเพราะต้องทำรายงานและงานวิจัยหลายชิ้น
     

    December 06

    อีกภารกิจ

    นอกจากการเป็นสัตวแพทย์สัตว์ป่า คุณหมอยังมีภารกิจในส่วนของการเป็นวิทยาการ(คุณครู) อีกด้วย
    เมื่อต้นพฤศจิกาที่ผ่านมา ได้รับเชิญให้ไปบรรยายให้นิสิต คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    ในหัวข้อ "ชีวิตหมอบัดซบ"
     
    120109
    บรรยากาศในห้องบรรยาย
    120112
    มีมาดนึง ของคุณหมอ
    กับการเป็นวิทยากร
    120113120118120119
    ก็ยังคงบรรยาย ผ่านประสบการณ์ตรงของคุณหมอ
    120128120141
    ตอบข้อสงสัยของลูกศิษย์
    120143
    ลูกศิษย์ขอบคุณคุณครุ
    120144
    เมื่อคุณครูเป็นคนดัง จำต้องแจกลายเซ็นต่อด้วย55
    120146
    ถ่ายรูปกับลูกศิษย์ที่น่ารัก
     
    November 20

    ลุงใหญ่ใจร้าย

     
    ตอนที่ 1
      
    ตอนที่ 2
      
    ตอนที่ 3
      
    ตอนที่ 4
     
    จบแล้วค่ะ
    *ถึงคุณหมอจะออกน้อยไปนิดแต่ก็ไม่เป็นไร ฮิ ฮิ
     
     
     
     
    November 18

    ยังจำได้ไหม--เจ้าตัวใหญ่พลายขุนซ่อง

    dch1
    14 ก.ค. 2549 คุณหมอล็อตผูกเชือกเอง เพื่อพลิกตัวเพราะนอนตะแคงด้านซ้ายหลายวันแล้ว
    dch2
    พยายามจะลุกขึ้นด้วยตัวเอง แต่อ่อนเพลียมาก ยังสบตากันได้
    dch3
    พลิกตัวแล้วคุณหมอล็อตก็ทำความสะอาด รักษาแผล ให้ยาบำรุง และรบกวนให้เขานอนเอาแรง
    dch4
    เจ้าตัวใหญ่สิ้นลมหายใจอย่างสงบเมื่อ 15 ก.ค. 49 เวลา 04.00 น.
    dch5
    นายพนัส แก้วลาย ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีและภริยา ร่วมพิธีสงฆ์ก่อนทำการฝังกลบ 15 ก.ค. 49

    dch7
    ชาวบ้านร่วมกันทำพิธี ก่อนจะส่งสังขารเจ้าตัวใหญ่
    dch8
    ลุงเฉื่อย ผู้มีความผูกพันธ์กับพลายขุนซ่องแต่เก่าก่อน คอยดูแลจนถึงวาระสุดท้าย ส่งถึงก้นหลุม
    แล้วอีก 2 ปี พบกันใหม่ โครงร่างจะเป็นประโยชน์ทางการศึกษา เพื่ออนุรักษ์ช้างป่าตัวอื่นอีก
    สาเหตุ อายุมาก เข้าฝูงไม่ได้ถูกเพื่อนช้างป่าทำร้าย พิการ เจ็บป่วยต่อเนื่อง มีโรคแทรกซ้อน ร่างกายอ่อนแอ
    n002
    ที่หลุมของเจ้าตัวใหญ่ มีเสาปักหมายแนวหน้าหลุมฝังเพื่อเตือนใจ
    n003
    ชาวบ้านช่วยกันปลูกอ้อยให้บนหลุมฝังศพ
    คนมีน้ำใจขนมาให้พลายขุนซ่องตอนป่วย แต่กินไม่หมด
    ทีมงานทำรายการก็มาช่วย พร้อมเก็บภาพไว้เป็นประโยชน์ต่อไป
    n004
    อโหสิกรรมต่อกัน ขอให้สงบ จะมาเยี่ยมอีก ลาก่อน
    เจ้าตัวใหญ่พลายขุนซ่อง
     

    ย้อนรอยพลายสามพราน

    หลังที่ได้ชมคลิปพลายสามพรานกันไปบางแล้ว

    คราวนี้นู๋กานต์เลยเอาภาพจากรายการnavigator  มาให้ชมกันเพิ่มเติม เป็นภาพการรักษาค่ะ

    ไปดูกันเลยดีกว่า.....

    ในตอนต้นของรายการพี่ติ๊กได้พาไปชมธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนกันไปแล้ว

    จะขอตัดตอนมาในส่วนของการรักษาพลายสามพลายเลยแล้วกัน


     

    พี่ติ๊กมีภารกิจที่ต้องไปพบกับทีมแพทย์ และเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามไปดูการรักษาช้าง



     



    ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ เตรียมอุปกรณ์ในการช่วยเหลือช้าง



    คุณหมอล็อต เล่าว่า ปัญหาสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บในอุทยานแห่งชาติ หรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะมีขึ้นตลอดเวลา แต่ว่าสัตวแพทย์หรือกลุ่มคนที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลชีวิตสัตว์ป่าเนี่ยยังไม่มี ก็เลยนำเสนอเป็นโครงการนำร่อง ร่วมกันระหว่างวุฒิสภา ในคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้มีหน่วยสัตวแพทย์สัตว์ป่าเคลื่อนที่ขึ้นมาโดยเริ่มดำเนินงานมาได้ 2 ปีกว่าๆแล้ว



    ปัญหาที่พบก็คือ มีช้างป่าที่ไหนก็จะเกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวบ้านกับช้างป่า แต่คุณหมอก็บอกให้ชาวบ้านฟังว่า ครั้งหนึ่ง..ช้างป่าในอ่างฤาไน เคยเป็นช้างสำคัญประจำพระมหากษัตริย์ ในรัชกาลปัจจุบันมีช้างสำคัญถึง 11 ช้าง และในจำนวน 9 ช้าง ก็เป็นช้างป่าและ 1 ใน 9 ช้างนั้นเป็นช้างที่มาจากอ่างฤาไนนั่นเอง
    คุณหมอก็บอกชาวบ้านอีกว่า ช้างป่าที่มากินเล็กกินน้อยที่พืชไร่ของชาวบ้านนั้น พวกเค้าก็คือญาติพี่น้อง
    คือหน่วยพันธุกรรมของช้างสำคัญของในหลวง จงภูมิใจที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลช้างในป่า



    พลายสามพราน ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากโดนบ่วงนายพราน ลักษณะการติดบ่วงจะทรมานมาก เวลาขยับเดินบ่วงจะรัดแน่นมากขึ้นและสีกัดลึกเข้าเนื้อเยื่อ คุณหมอบอกว่าความเจ็บปวดนั้นประมาณว่าเดินก้าวนึงเหมือนเราเอามีดหยาบๆกรีดแขนตัวเองทีนึง โอย..น่าสงสารจังอ่ะ



    กำลังวางแผนกันว่าจะชักนำให้ช้างออกมา โดยจะเอากล้วยและขนุนใส่ยาให้ช้างกิน



    พี่ติ๊กบอกว่าอยู่ในช่วงวางแผนจะต้องใจเย็นๆก็เลยไปช่วยเตรียมยาและผลไม้
    ส่วนยาที่ใส่ไปในผลไม้ ก็ได้แก่ยาวิตามินบีรวม เพื่อกระตุ้นการอยากอาหารและการสร้างเม็ดเลือด ให้ยาปฏิชีวนะและเอนไซม์ ที่ช่วยในการลดการอักเสบ และบวมของบาดแผล



    ร่วมมือร่วมใจกันนำผลไม้ไปวางให้ช้างกิน



    ชะอุ๊ย....พี่ติ๊กพรางตัวแอบซุ่มรอให้ช้างออกมากินอาหาร
    ไม่ต้องหรอกมั้งค่ะพี่ติ๊ก เดี๋ยวช้างจะได้กลิ่นพระเอกหล่อๆใจดีๆ แล้วเขินไม่กล้าออกมากินอาหารน่ะค่ะ คริ คริ



    เวลา 15.40 น. เดินเข้าป่าด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขาวง เพื่อซุ่มรอดูช้าง พี่ติ๊กบอกว่าอย่างช้างตัวเนี้ย เค้ามีพี่เลี้ยงช้างอีกตัวนึงคอยประกบอยู่เพื่อคอยดูแลกัน เป็นสังคมของช้างซึ่งคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน



    ดูแผนที่จุดที่จะพบช้าง



    เวลา 17.00 น.ช้างถูกยิงยาสลบแล้ว ทุกคนพร้อมเข้าไปรักษาช้าง



    พี่ติ๊กแข็งขันช่วยตัดไม้เพื่อให้คุณหมอเอาไปใช้ค้ำยันช้าง



    คุณหมอจะให้มอร์ฟีน และยาปฏิชีวนะ แล้วปิดท้ายด้วยยาบำรุง



    พี่ติ๊ก draw ยาหมดขวด ใส่กำลังใจไปเต็มที่



    พลายสามพรานคงรับรู้บ้างแหละเนอะว่ามีคนคอยช่วยเค้าอยู่ พร้อมๆกับได้รับกำลังใจเพียบ ก็เลยอาการดีวันดีคืน พอเราได้รู้ว่าช้างอาการดีขึ้น รู้สึกดีใจจังค่ะที่พลายสามพรานปลอดภัยแล้ว



    พี่ติ๊กช่วยสเปรย์ยา gentian violet เป็นสเปรย์ผสมยาปฏิชีวนะ ใช้ในการสมานแผล ทำให้แผลแห้งเร็ว ฆ่าเชื้อโรคและป้องกันพวกหนอน แมลง ที่จะมาตอมแผล สงสัยพี่ติ๊กฉีดหมดป๋องเลยนะนั่น



    ต่อไปก็ให้ยาแก้ยาสลบเพื่อให้ช้างฟื้น แล้วทีมงานก็เตรียมเดินทางกลับกัน



    คุณหมอบอกว่า ตอนแรกที่ยังไม่เห็นช้าง ก็ติดตามร่องรอย พอได้พบรอยเลือดและหนอง ก็รู้สึกหนักใจ และช้างก็ผอมด้วยเดินทางมาไกลมากก็เลยกังวลเรื่องการติดเชื้อ และสูญเสียเลือด สิ่งนึงที่บอกในใจคือ เค้ามีเวลาไม่มาก เราก็มีเวลาให้เค้าไม่มาก
    แต่เราและเค้าก็โชคดี ที่มาเจอกันเร็ว และจากการที่พวกเราได้ร่วมมือร่วมใจกันรักษาช้าง
    รวมทั้งพี่ติ๊กที่ช่วยไปทำแผลให้พลายสามพรานด้วย ก็จะทำให้ช้างพ้นจากวิกฤตและสามารถดำรงชีวิตได้ต่อไป



    แต่การรักษาต่อเนื่องก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่และชาวบ้านทุกคนก็จะต้องช่วยกันดูแลเค้าด้วย เพราะช้างตัวนี้ประชาชนทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ ชุมชนในพื้นที่ ก็คือตัวแทนคนไทยทั้งประเทศที่ดูแลสมบัติของชาติ เพราะฉะนั้นในการติดตามเค้าก็อาจจะเอายาใส่ไว้ในกล้วย ขนุน ให้เค้าได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
    ณ วันที่ถ่ายทำรายการ หมอประเมินผลว่า โอกาสรอดของช้างค่อนข้างริบหรี่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยให้เค้าอยู่รอดได้ก็คือ สัญชาตญาณของตัวเค้าเอง
    ธรรมชาติบำบัดจะช่วยดูแลตัวเค้าเอง



    พี่ติ๊ก: ขอบคุณคุณหมอ ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้
    คุณหมอ: ก็ต้องขอบคุณทุกๆคนเช่นกัน ถ้าไม่ได้ทุกคนภารกิจนี้ก็คงไม่สำเร็จ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกัน
    สิ่งหนึ่งที่บอกไว้ในใจกับช้างก่อนให้ยาสลบ
    คือ ดูแลตัวเองให้ดี แล้วจะดูแลญาติพี่น้องให้นะ



    ขอขอบคุณ ทีมแพทย์ ทหารพราน เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ช่วยกันเข้าไปรักษาสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บ
    เรารู้ว่าเป็นภารกิจที่หนัก และเหนื่อย ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ
    และขอบคุณพี่ติ๊กและทีม navigator ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปช่วยเหลือช้าง พร้อมกับเก็บภาพมาให้เราได้ชมกันด้วยค่ะ
    เป็นทริปที่ประทับใจมากนะคะ ที่เราได้เห็นชีวิตอีกชีวิตนึงสามารถอยู่รอดต่อไปได้บนโลกใบนี้

    **ขอขอบคุณข้อมูลจาก mesaya's bloggang.com นะค่ะ